Categories
series

รีวิวซีรีส์ Blockbuster ซีรีส์คอเมดี้ ดราม่า

ผลงานซีรีส์คอเมดี้จาก Netflix ที่ทำมาเพื่อรำลึกถึงร้านเช่าวีดีโออันโด่งดังอย่าง Blockbuster ซึ่งซีรีส์ได้ วาเนสซ่า รามอส มือสร้างซีรีส์จาก Blooklyn Nine-Nine มารับหน้าที่สร้างสรรค์ นำทีมแสดงโดย แรนดัล พาร์ค (ซีรีส์ WandaVision), เจบี สมูฟ (Spider-Man: Far From Home), เมลิสซ่า ฟูเมอโร (ซีรีส์ Blooklyn Nine-Nine) และไทเลอร์ อัลวาเรซ (ซีรีส์ Orange is the New Black)

เนื้อหาของซีรีส์ Blockbuster จะว่าด้วยร้านเช่าวีดีโอชื่อเดียวกับเนื้อเรื่อง ที่เป็นสาขาสุดท้ายบนโลก ซึ่งมีผู้จัดการเป็น ทิมมี่ (แรนดัล พาร์ค) ที่ต้องเผชิญเรื่องราววุ่น ๆ มากมายจากเพื่อนร่วมงาน และลูกค้าจอมป่วน ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องหาทางปรับตัวให้ร้านวีดีโอแห่งนี้สามารถคงอยู่ต่อไปได้ ท่ามกลางยุคที่รูปแบบการดูหนังของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิม

ตัวซีรีส์มาพร้อมสไตล์แบบเดียวกับ Blooklyn Nine-Nine ที่จะพาคนดูไปสำรวจเรื่องราวของกลุ่มคนทำงาน ซึ่งครั้งนี้เป็นการพาคนดูไปสำรวจชีวิตของพนักงานร้านเช่าวีดีโอ เนื้อหาของซีรีส์จะมาพร้อมสูตรซีรีส์คอเมดี้ ที่มีเนื้อหาจบในตอน และนำเสนอความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของตัวละคร ที่มีทั้งความตลก ความวายป่วง รวมถึงความอบอุ่น ฟีลกู้ด

ซึ่งในซีรีส์ Blockbuster จะมีเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นไปที่พาร์ทดราม่า ความสัมพันธ์ของตัวละคร ที่ในแต่ละตอนจะมีประเด็นที่ต่างกันไป ทั้งความรักของพ่อลูก มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมงานด้วยกัน และเรื่องราวความรัก ที่มีทั้งสุข และทุกข์ โดยระหว่างเรื่องจะมีพาร์ทคอเมดี้ มาเป็นส่วนเสริมให้ซีรีส์มีความเบาสมอง ฟีลกู้ด

น่าเสียดายที่ทั้ง ๆ ที่ซีรีส์มีส่วนประกอบของความเป็นเนิร์ดหนังอยู่ในเนื้อหาชัดเจน ที่น่าจะถูกใจคอหนัง แต่ซีรีส์ Blockbuster กลับล้มเหลวในพาร์ทดังกล่าว เมื่อซีรีส์ไม่สามารถหยิบความเป็นเนิร์ดหนังมาใช้งานได้ แต่กลับไปโฟกัสที่เนื้อหาดราม่าแทน จนทำให้คอหนังที่อาจคาดหวังที่จะเห็นวัฒนธรรมเช่าวีดีโอหนังในซีรีส์เรื่องนี้ กลับต้องผิดหวัง ในขณะที่การเล่าเรื่องของซีรีส์ก็ไปไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทดราม่า หรือคอเมดี้ ที่ซีรีส์เล่าได้จืดชืด และเป็นสูตรสำเร็จจนเกินไป

Blockbuster นับว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์น่าผิดหวังแห่งปี 2022 อีกเรื่อง ซีรีส์ไม่สามารถหยิบความเป็นวัฒนธรรมร้านเช่าวีดีโอ หรือความเป็นเนิร์ดหนังมาเล่าได้เต็มที่เท่าควร ทำให้ซีรีส์ไม่สามารถเล่าเรื่องได้สุดสักทาง จนกลายเป็น 10 ตอน ที่พอดูได้เพลิน ๆ ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำ

สามารถรับชมซีรีส์ Blockbuster ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Kamen Rider Black Sun ผลงานฉลองครบรอบ 50 ปีคาเมน ไรเดอร์

Kamen Rider Black Sun เป็นซีรีส์ที่ทำมาเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 50 ปี ของ Kamen Rider ที่เป็นการนำตัวละคร Kamen Rider Black กลับมาเล่าอีกครั้งในบริบทที่แตกต่างจากเดิมด้วยเนื้อหาที่มีเรท 18+ ที่มีเนื้อหา และฉากที่รุนแรง พร้อมได้นักแสดงนำอย่าง ฮิเดโตชิ นิชิจิม่า (Drive My Car) มารับบท แบล็คซัน

เรื่องราวของ Kamen Rider Black Sun จะว่าด้วยญี่ปุ่นที่ได้มีการอาศัยอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์ และไคจิน หรือผู้คนที่กลายเป็นสัตว์ประหลาดได้ ซึ่งความแปลกประหลาดของไคจินนี่เอง ก็ทำให้เกิดกลุ่มคนที่พยายามขับไล่ ไคจินให้ออกจากสังคม จนเกิดเป็นความขัดแย้งทางการเมือง เหตุการณ์ในเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ อาโออิ (โคโคโระ ฮิราซาวา) เด็กสาวที่ออกมาเรียกร้องความเท่าเทียมให้ไคจิน แต่เธอกลับถูกเหล่าพรรคโกลกอม กลุ่มไคจินที่หวังทำลายโลก พยายามลักพาตัวเธอเพื่อใช้หินวิเศษที่อยู่กับตัวเธอนั้น ในการปลุกพลังของผู้นำไคจิน ให้กลับมาทรงพลังอีกครั้ง คนเดียวที่จะปกป้องอาโออิ ได้นั้นคือ แบล็คซัน (ฮิเดโตชิ นิชิจิม่า) มาช่วยปกป้องเธอจากเหล่าไคจินวายร้าย

สื่งที่ทำให้ซีรีส์​​ Kamen Rider Black Sun มีความโดดเด่นกว่าซีรีส์แนวไอ้มดแดงเรื่องอื่น ๆ คือการเป็นซีรีส์ที่เปลี่ยนรูปการเล่าเรื่องให้ออกมาเป็นซีรีส์เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวที่ โดยจะมีเนื้อหาที่พูดถึงการเมือง สิทธิมนุษยชน ความรุนแรง โหดร้าย ที่จะถูกเล่าเป็นเส้นเรื่องหลัก ดังนั้นแม้ว่าภาพรวมของซีรีส์จะยังเป็นการต่อสู้ของผู้ดี และผู้ร้าย แต่บริบทแวดล้อมกลับมีมิติที่น่าสนใจ และสามารถผูกโยงเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม

ในด้านฉากแอ็คชั่นของซีรีส์ ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์ของหนังประเภท Kamen Rider ที่มีฉากแปลงร่าง ฉากต่อสู้ที่มีความเท่แบบไอ้มดแดง แต่เพิ่มเติมคือความรุนแรงที่ซีรีส์ทำออกมาได้ค่อนข้างสุดมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากเลือด ๆ และวิธีการฆ่าที่โหดร้าย เลือดเย็น รวมถึงความไร้ปราณีของเนื้อเรื่องที่เต็มไปด้วยความตาย โศกนาฎกรรม ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับเด็กอย่างยิ่ง

ด้านการเล่าเรื่องของ Kamen Rider Black Sun ตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องโดยใส่อีสเตอร์เอ้กโยงไปยังซีรีส์ Kamen Rider Black อยู่บ้าง ทำให้ใครที่เป็นสาวกซีรีส์แนวนี้น่าจะชื่นชอบกับการเชื่อมโยงเนื้อหาของเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่กระนั้นหากใครที่ไม่ได้ตามซีรีส์ชุดนี้มาก่อนก็ยังสามารถดูซีรีส์ชุดนี้รู้เรื่องเช่นกัน เพราะเนื้อหาจะมีการอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดของเรื่องผ่านสองไทม์ไลน์

จุดด้อยของ Kamen Rider Black Sun คือการที่ซีรีส์พยายามรักษามาตรฐานความเป็นหนังไอ้มดแดงคลาสสิกจนเกินไป จนทำให้มาตรฐานงานโปรดักชันของซีรีส์ออกมาธรรมดา ชุดแปลงร่างของตัวละครที่ดูเป็นชุดยางที่ดูไม่เนียนตา และบางครั้งออกมาดูไม่น่าเกร็งขาม และดูตลกเกินไปอย่างน่าเสียดาย

โดยรวม Kamen Rider Black Sun เป็นงานที่คอซีรีส์ไอ้มดแดงน่าจะชื่นชอบ เพราะตลอด 10 ตอนของซีรีส์เรื่องนี้เต็มอิ่มด้วย กลิ่นอายของซีรีส์ไอ้มดแดงที่ทุกคนคุ้นเคย พร้อมเพิ่มเติมความเข้มข้นแบบซีรีส์ผู้ใหญ่ ที่มีความดุดัน ไร้ปราณี ใครที่ชอบซีรีส์สายโหด ๆ แอ็คชั่นดุเดือนแบบ The Boys นี่คืออีกหนึ่งซีรีส์ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

สามารถรับชมซีรีส์ Kamen Rider Blac Sun ได้แล้ววันนี้ที่ Prime Video

Cr.ภาพ: Prime Video

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ The Bear ซีรีส์ดราม่าเนื้อหาเข้มข้น

The Bear เป็นผลงานซีรีส์แนวดราม่าจากช่อง FX ที่เป็นผลงานการสร้างสรรค์โดย คริสโตเฟอร์ สโตร์เรอร์ โดยเนื้อหาของซีรีส์จะว่าด้วย คาร์เมน (เจเรมี่ อัลเลน ไวท์) เชฟหนุ่มมากฝีมือ ที่ได้กลับมารับหน้าที่เป็นผู้ดูแลร้านอาหารของครอบครัว ณ เมืองชิคาโก โดยในแต่ละวันเขาจะต้องเผชิญกับความวุ่นวาย และปัญหาต่าง ๆ ที่เขา และทีมเชฟภายในร้านจะต้องร่วมกันรับมือกับปัญหาเหล่านั้น

ความน่าสนใจของซีรีส​ The Bear คือการนำเสนอเนื้อหาของซีรีส์ที่มีความกระชับ ด้วยความยาวในแต่ละตอนประมาณ 30 นาทีเท่านั้น โดยเนื้อหากว่า 70 % ของซีรีส์เรื่องนี้เป็นการดำเนินเรื่องภายในห้องครัวเป็นหลัก ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นบรรยากาศที่สุดแสนจะวุ่นวาย และเต็มไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ

แม้ว่าตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องที่เน้นไปที่ห้องครัวเป็นหลัก และเป็นแนวดราม่า ว่าด้วยร้านอาหาร แต่ The Bear สามารถนำเสนอเรื่องที่ดูสุดแสนจะธรรมดานี้ให้ออกมาสนุก น่าติดตาม ผู้ชมจะได้เห็นสงครามประสาทระหว่างทีมเชฟภายในร้านที่เต็มไปด้วยการด่าทอ ถกเทียง และสานสัมพันธ์มิตรภาพต่าง ๆ ซึ่งฉากเหล่านี้เป็นเสมือนไฮไลท์สำคัญของหนัง ราวกับฉากแอ็คชั่นอันดุเดือดในหนังฟอร์มยักษ์ ที่ผู้ชมจะได้ร่วมลุ้น ร่วมเอาใจช่วยกับตัวละครเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

นอกจากฉากในห้องเชฟที่ทำออกมาได้สนุกเข้มข้นแล้ว ในด้านไฮไลท์ที่หนัง หรือซีรีส์แนวเชฟ ควรมีอย่างการนำเสนอเมนูอาหารต่าง ๆ ให้คนดูชวนหิว แม้ว่าในซีรีส์ The Bear จะไม่ได้โฟกัสที่เมนูอาหารมาก แต่ทุกเมนูที่ปรากฏในซีรีส์ ก็นำเสนอออกมาได้น่าทาน และสามารถหยิบลายเซ็นของหนัง หรือซีรีส์อาหาร มาถ่ายทอดได้อย่างสมจริง

ด้านการแสดงต้องขอชื่นชมทีมนักแสดงนำ ที่ต่างถ่ายทอดบทบาทตนเองออกมาได้อย่างถึงอารมณ์ และมีเคมีการแสดงที่ลงตัวมาก ๆ ด้านบทบาทของ เจเรมี่ อัลเลน ไวท์ ที่ได้แบกซีรีส์ทั้งเรื่องเอาไว้ เขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของตัวละคร คาร์เมน ที่มีความพูดน้อยต่อยหนัก และเต็มไปด้วยฉากอารมณ์ที่ดุเดือด เช่นเดียวกับ อีบอน มอส-บาชราช ที่เป็นอีกนักแสดงที่ถ่ายทอดบทอารมณ์ได้ถึงอารมณ์ไม่แพ้กัน เคมีของทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในส่วนที่ทรงพลังที่สุดของหนังเรื่องนี้ก็ว่าได้

โดยรวม The Bear เป็นงานซีรีส์ดราม่าเปี่ยมคุณภาพอีกเรื่องแห่งปี 2022 ที่สามารถหยิบความเป็นซีรีส์แนวอาหารมานำเสนอได้อย่างสนุก ครบรส และเล่าเรื่องได้ถึงพริกถึงขิง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมของทีมนักแสดง วิธีการเล่าเรื่องที่ชวนติดตามไม่น่าเบือ มีความสมจริงในการนำเสนอ ใครที่เป็นคอซีรีส์ดราม่าคุณภาพ ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

สามารถรับชมซีรีส์ The Bear ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar  

Cr.ภาพ: IMDB

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส​ Reboot

Reboot เป็นซีรีส์คอเมดี้ ดราม่า ผลงานโดย Hulu ที่ได้มือ สตีเวน เลอวิแทน เจ้าของผลงานซีรีส์ฟีลกู้ดอย่าง Modern Family มารับหน้าที่สร้างสรรค์ โดยเนื้อหาจะว่าด้วยเรื่องราวของทีมสร้างซีรีส์จาก Hulu ที่ได้วางแผนที่จะนำซีรีส์ซิทคอมที่เคยโด่งดังเมื่อปี 2000 กลัมมารีบูทอีกครั้ง โดยได้ทีมนักแสดงชุดเดิมกลับมาทำงานร่วมกันในรอบสิบกว่าปี

แต่ทว่าการกลับมาในครั้งนี้ กลับเต็มไปด้วยเรื่องวุ่น ๆ มากมาย ทั้งความสัมพันธ์ของเหล่านักแสดงที่เติบโตขึ้น และความขัดแย้งต่าง ๆ ของทีมงานเบื้องหลัง ที่พวกเขาและเธอจะต้องร่วมกันแก้ไขเพื่อให้ซีรีส์ชุดนี้กลับมาสร้างชื่ออีกครั้ง

ความสนุกของซีรีส์เรื่องนี้ ก็ยังคงมาตามสูตรของซีรีส์คอเมดี้ ที่จะเน้นไปที่การพูดถึงชีวิตวุ่น ๆ ปนตลกของชีวิตผู้คน โดยในเรื่องนี้ซีรีส์เลือกที่จะนำเสนอเบื้องหลังของวงการซีรีส์ ภาพยนตร์ ของฮอลีวูด ที่เต็มไปด้วยกระบวนการ และปัญหาต่าง ๆ มากมาย ซึ่งซีรีส์ได้หยิบประเด็นทุกขึ้นตอนการสร้างซีรีส์ มาถ่ายทอดได้อย่างละเอียดสมจริง ตั้งแต่ขั้นตอนการคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงการถ่ายทำ ที่น่าจะถูกใจใครที่ชอบหนังที่ว่าด้วยเบื้องหลังวงการบันเทิง

ตัวซีรีส์จะมีเนื้อหาที่มีประเด็นที่จบในตอน และบางเนื้อหาที่เชื่อมโยงไปสู่ตอนต่อไป โดยมุกตลกที่เป็นจุดเด่นของซีรีส์ชุดนี้ก็คือการเล่นมุกของเบื้องหลังวงการ ที่เล่าออกมาได้อย่างถึงพริกถึงขิง ตั้งแต่การแซะ Disney ที่ทำการซื้อ Fox หรือมุกตลกที่หยิบประเด็นร่วมสมัยอย่าง LGBTQ+ มาเป็นส่วนช่วยให้การเล่าเรื่องเปี่ยมด้วยสีสัน และมีความเข้ากับยุคสมัย

นอกจากพาร์ทคอเมดี้ที่ทำออกมาได้ตลก และพาร์ทเบื้องหลังวงการบันเทิงที่ทำออกมาได้อย่างสนุกชวนติดตามแล้ว Reboot ก็ยังเป็นซีรีส์ที่นำเสนอพาร์ทดราม่าออกมาได้ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน ซีรีส์สามารถหยิบคาแรคเตอร์ตัวละครมาใช้งานให้ออกมามีมิติ และมีประเด็นของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นดราม่าครอบครัว มิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมงาน และความรัก โรแมนติก ที่ซีรีส์เล่าพร้อมสออดแทรกมุกได้กลมกล่อมลงตัว

โดยรวม Reboot เป็นซีรีส์คอเมดี้ ดราม่า น้ำดีอีกเรื่องที่เล่าเรื่องได้อย่างสนุก ครบรส ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทตลกที่เล่าได้ร่วมสมัย เคล้าดราม่าที่มีหลากหลายประเด็น ตัวละครแต่ละตัวที่น่าจดจำ ใครที่ชอบซีรีส์ หรือหนังที่สะท้อนภาพเบื้องหลังวงการฮอลีวูด นี่เป็นอีกเรื่องที่คอซีรีส์ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

สามารถรับชมซีรีส์ Reboot ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

Cr.ภาพ: IMDB

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Five Days at Memorial ซีรีส์สร้างจากเหตุการณ์จริงสุดสะเทือนใจ

ผลงาน Limited Series จาก Apple TV ผลงานการสร้างสรรค์โดย จอห์น ริดลีย์ (12Years a Slave) ที่ดัดแปลงมาจาหนังสือของ เชอรี ฟิงค์ ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงในช่วงที่ได้มีพายุเฮอริเคน ได้พัดถล่มนิวออร์ลีนส์ จนทำให้พื้นที่บริเวณนั้นเกิดน้ำท่วม ผู้คนสูญเสียบ้านเรือน รวมถึงชีวิต หนึ่งในสถานที่พึ่งพิงแห่งสุดท้ายของพวกเขาคือ โรงพยาบาล

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อโรงพยาบาลเมมโมเรียล ได้พาผู้คนอพยพเพื่อพักอาศัยชั่วคราว รวมทั้งมีกลุ่มหมอ พยาบาล และคนไข้ที่ยังติดอยู่ในนั้น จนกระทั่งพายุได้ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายมากขึ้น เมื่อคนภายในโรงพยาบาลต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีไฟฟ้า และเครื่องมือที่จะช่วยชีวิตเป็นเวลานานถึง 5 วัน ซึ่งมันได้นำมาสู่บทสรุปอันน่าสะเทือนใจที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา

ตัวซีรีส์มาพร้อมความยาวทั้งสิ้น 8 ตอน ที่ 5 ตอนแรกจะเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในช่วง 5 วันแห่งการเอาชีวิตรอด และ 3 ตอนท้ายคือการพูดถึงเรื่องรวหลังจากนั้น ด้วยความที่ซีรีส์เลือกที่จะเล่าเหตุการณ์นี้แบบละเอียดทำให้ใน Five Days at Memorial เป็นซีรีส์ที่ไม่ได้มีตัวเอกที่ชัดเจน และไม่มีการเล่าเรื่องผ่านมุมมองใดมุมมองหนึ่งเป็นหลัก แต่ซีรีส์เลือกที่จะเล่าผ่านทุกมุมมองอย่างเท่าเทียม และเป็นกลาง

แม้ว่าหน้าหนังของซีรีส์เรื่องนี้จะออกมาดูเป็นแนว Survival แต่ด้วยความที่เป็นเหตุการณ์จริง ทำให้ประเด็นของเรื่องมีมากกว่าแค่การเอาชีวิตรอด แต่ซีรีส์ยังมีการพูดถึงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลท่ีในตอนนั้นคือรปะธานาธิบดีจอช บุช รวมถึงการพูดถึงน้ำใจ และความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ ในยามเข้าตาจนที่ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม

อีกจุดเด่นขอซีรีส์เรื่องนี้คือการค่อย ๆ พาคนดูไปร่วมสังเกตการณ์เหตุการณ์เอาชีวิตรอดทั้ง 5 วัน ที่จะค่อย ๆ เผยความน่าสะเทือนใจออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 5 ท่ีเต็มไปด้วยเนื้อหาที่ชวนหดหู่ และบีบอารมณ์อย่างถึงที่สุด ในขณะที่ 3 ตอนหลังจากนั้นซีรีส์ได้เปลี่ยนโทนไปสู่การเป็นหนังสืบสวนท่ีเข้มข้น และมีฉากหักมุม ที่ทำเอานดูช็อคไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่ไม่เคยรู้เรื่องราวนี้มาก่อน

Five Days at Memorial นับว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์น้ำดีแห่งปี 2022 ที่หลายคนอาจมองข้าม ตัวซีรีส์มาพร้อมการหยิบเรื่องจริงมาเล่าได้อย่างชวนติดตาม เต็มไปด้วยความน่าหดหู่ สะเทือนอารมณ์ และประเด็นต่าง ๆ ที่มากกว่าแค่การเป็นซีรีส์เอาชีวิตรอด ใครที่ชอบซีรีส์หรือหนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริง นี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด

สามารถรับชมซีรีส์ Five Days at Memorial ได้แล้ววันนี้ที่ Apple TV+

Cr.ภาพ: Apple TV+

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

“Monstrous (2022)” ความลี้ลับอันขนหัวลุกจาก “พระพุทธรูปโบราณ” สุดสยอง

                ถ้าพูดถึงพระพุทธรูป…เราจะต้องนึกถึงพระพุทธรูปที่เพิ่มความรุ่งเรือง ให้สิริมงคลแก่ชีวิต แต่ถ้าพระพุทธรูปองค์นั้นกลับสร้างความบรรลัยไส้ไก่ขึ้นมาล่ะ เราจะทำยังไง ซึ่งซีรีส์เรื่อง “Monstrous” เป็นซีรีส์แกะกล่องใหม่แห่งปี 2022 ที่เรื่องราวเกี่ยวกับการค้นพบพระพุทธรูปโบราณ ที่ใครๆ ต่างเชื่อกันว่า…จะต้องเป็นสมบัติของชาติอย่างแน่นอน

แล้วถ้าสมบัติของชาติชิ้นนี้กลายเป็น “ผนึกแห่งความเลวร้าย” เรื่องเลวร้ายตามมาอย่างแน่นอน หากความเลวร้ายเหล่านั้นหลุดออกจากพระพุทธรูปนี้ขึ้นมาล่ะ ถ้าตัดมาที่ประเทศไทยคงจะไม่รู้ว่า…ระหว่างทัวร์ลงกับวินาศสันตะโร ควรกลัวอันไหนก่อน

                “จองกีฮุน” ค้นหาปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่แปลกประหลาดในฐานะนักโบราณคดี แต่คดีที่ไม่คาดฝันทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป ตอนนี้เขาโด่งดังจนได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารไสยศาสตร์ Monthly Strange Story และเปิดช่อง YouTube Monthly Strange Story เพราะอดีตภรรยาของเขา “ลีซูจิน” เขาจึงไปที่จินยาง เพื่อศึกษา “Gwibul” ซึ่งเป็นเศียรพระพุทธรูปโบราณที่ถูกฝังลึกมาหลายร้อยปี แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าที่พระพุทธรูปนี้มีวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิง ที่นั่นเขาต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดและน่าสะพรึงกลัวอย่างไม่น่าเชื่อ

                เมื่อตรวจสอบข้อมูล และหลักฐานที่บันทึกไว้จะเห็นอักขระบางอย่างในพระพุทธรูป ชาวบ้านมีพฤติกรรมแปลกๆ คล้ายอาการ “อุปทานหมู่” และอาการ “ผีสิง” รวมถึงวัดวาอารามในจินยาง พระสงฆ์ในวัดต่างผวากันสุดขีด เมื่อการค้นพบพระพุทธรูปนั้น นำไปสู่ความสยองขวัญอย่างไม่คาดคิดว่าจะต้องเจอ

ในขณะเดียวกัน “ลีซูจิน” เคยถอดรหัสตัวอักษรและสัญลักษณ์ในฐานะนักโบราณคดี เธอทำงานได้อย่างดีเยี่ยม แต่ลูกคนเดียวของเธอเสียชีวิต แล้วเธอก็ไปเทศมณฑลจินยาง ที่นั่นลีซูจินประสบปรากฏการณ์ลึกลับ ซึ่งทำให้เธอต้องค้นหาคำตอบว่า…ในพระพุทธรูปนั้น มันมีอะไรซ่อนอยู่

และความลี้ลับที่ยากจะค้นหาคำตอบ มันทำให้คนในเมืองจินยางต่างอยู่ไม่สุขเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในละแวกนั้น รวมถึง “ฮันซอกฮี” หัวหน้าสถานีตำรวจหญิง กับ “ฮันโดคยอง” ลูกชายของเธอ ที่ต้องผวากับสิ่งที่มองไม่เห็น ผู้ว่าการของจินยาง  “ควอนจองซู” และคนที่คอยสร้างปัญหาของเรื่องอย่าง “กวักยองจู” ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อ

                จากทั้งเมืองที่อยู่อย่างสงบสุข ความน่าสะพรึงกลัวที่มีคำเตือนเป็น “อีกาดำ” ทำให้ทั้งเมืองปกคลุมไปด้วยความน่ากลัวที่ไม่มีใครพิสูจน์ความสยองเหล่านั้นได้เลย จุดนั้นเองจะทำยังไง เพื่อหยุดความเลวร้ายก่อนที่จะบานปลายไปมากกว่านี้ ซึ่งซีรีส์ “Monstrous” เริ่มฉายในวันที่ 29 เมษายนเป็นตอนแรกทาง TVING แค่ตอนแรกออกมาก็สนุกแล้ว หลังจากนั้นจะสนุกแค่ไหน อยากให้ลองติดตามกันเลยทีเดียว

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวหนัง SLR กล้อง ติด ตาย

อีกหนึ่งหนังสยองขวัญไทยที่เข้าฉายเมื่อช่วงต้นปี 2022 ที่ผ่านมา โดยเป็นการหยิบเรื่องราวความสยองที่เกิดจากกล้องถ่ายรูปกลับมาเล่าอีกครั้ง โดยหนังจะว่าด้วย แดน (นนน กรภัทร) เด็กหนุ่มที่กำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัย และมีความฝันอยากเป็นช่างภาพชื่อดัง แต่ทว่าเขายังติดการทำธีสิสส่งอาจารย์

ทำให้แดน ไม่สามารถไปเรียนต่อที่อเมริกากับ น้ำ (เฌอปราง BNK48) และเกรท (นนท์-ศดานนท์) ได้ จนกระทั่งเขาก็ได้รับโอกาสที่จะสามารถทำธีสิส จบได้ดังหวัง เมื่ออาจารย์เอม (อ้น-นพพันธ์) ได้มอบกล้อง SLR ตัวหนึ่งให้กับเขา เพื่อนำไปถ่ายรูปผู้คน จนได้เป็นผลงานที่น่าพอใจ แต่ทว่าเบื้องหลังของกล้อง SLR ตัวนี้มีความลับอันน่าสะพรึงซ่อนอยู่

ตัวหนังพาพร้อมพลอต และการเล่าเรื่องที่ชวนนึกถึงหนังเรื่อง Polaroid เมื่อปี 2019 หนังอาจไม่ได้เน้นขายที่ความน่ากลัวของผี หรือวิญญาณในเรื่องมากนัก แต่จะหนักไปทางอาถรรพ์ คำสาป ที่เป็นลูกเล่นให้ตัวละครต้องหาทางแก้ไข และเอาชีวิตรอด ความพิเศษของหนังเรื่องนี้ คือการนำความเป็นหนังผีแบบไทย ๆ และปีศาจจากศาสนาคริสต์ ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จนสามารถสร้างรสชาติใหม่ ๆ ให้กับหนังแนวนี้ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่อง ที่ให้อารมณ์ความหลอน ความระทึก ที่สนุกไปอีกแบบ ทั้งนี้ด้วยการเป็นหนังที่ได้มือสร้างหนังสยองขวัญรุ่นใหญ่อย่าง ก้องเกียรติ โขมศิริ (ลองของ) มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง ที่ทำให้หนังคงไว้ซึ่งความน่ากลัวแบบหนังผียุค 90 เอาไว้

ด้านพาร์ทดราม่าเอง หนังก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี มีการสร้างมิติของแต่ละตัวละครได้อย่างมีน้ำหนัก โดยเฉพาะตัวละครแดน ที่ผู้ชมจะได้เห็นปม และอุปสรรคในชีวิต ที่บีบบังคับตัวเขาจนกลายเป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง ทั้งปัญหาด้านความฝัน แรงกดดันจากครอบครัว และเพื่อน ๆ รวมทั้งพาร์ทความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนทั้ง 3 ที่ออกมาในเชิง รักสามเศร้าจนเป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ชวนติดตามไม่แพ้กัน

แต่กระนั้นส่วนที่น่าเสียดายมาก ๆ ของ SLR คือการที่หนังไม่สามารถหยิบนำประโยชน์ของความน่ากลัวของตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร หนังค่อนข้างเน้นไปที่พาร์ทดราม่า เป็นส่วนใหญ่ จนบดบังความสยองขวัญที่ควรเกิดขึ้นในเรื่อง ทั้งนี้ในด้านของบทเอง ก็มีช่องโหว่เหมือนหนังไทยหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของการกระทำตัวละครในบางช่วงที่ดูขาดน้ำหนัก และจังหวะการเล่าเรื่องบางช่วงที่ดูรวดเร็วจนเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้ความสยดสยอง น่ากลัวที่ควรจะมีของหนังหายไปโดยสิ้นเขิง

โดยรวม SLR กล้อง ติด ตาย เป็นอีกหนังสยองขวัญไทย ที่มาพร้อมความสยองขวัญที่ไม่ค่อยเห็นในไทย หนังผสมผสานความเชื่อเรื่องคำสาป วิญญาณ และปีศาจของศาสนาคริสต์ จนกลายเป็นความน่ากลัวแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร แต่กระนั้นหนังกลับตกม้าตายในการเล่าเรื่อง ทั้งพาร์ท ดราม่าที่เยอะเกินไป และความน่ากลัวที่ถูกนำมาใช้งานได้ไม่สุดเท่าที่ควร ทำให้ท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้ก็เป็นงานที่พอดูได้เพลิน ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำมากนัก

สามารถรับชม SLR กล้อง ติด ตาย ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

ซีรีส์ญี่ปุ่นกับตำนานนักสืบ “คินดะอิจิ”

                ใครจะเชื่อว่าซีรีส์เรื่อง “นักสืบคินดะอิจิ” จะทำเป็นซีรีส์ถึง Season 5 โดยใช้ชื่อว่า “Kindaichi Shonen no Jikenbo 5” มาจากการ์ตูนมังงะชื่อดังชื่อว่า “คินดะอิจิ กับคดีฆาตกรรมปริศนา” ซึ่งเป็นนักสืบที่ฉลาดมาก สืบคดีมาเยอะมากแม้ว่าจะเป็นเพียงเด็กมัธยมปลายธรรมดาๆ แต่เขาก็เป็นหลานชายของ “คินดะอิจิ โคสุเกะ” ผู้เป็นปู่ที่เป็นนักสืบคดีฆาตกรรมเช่นกัน เนื้อเรื่องในภาคนี้จัดว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

                ในภาคนี้ “คินดะอิจิ ฮาจิเมะ” ยังเป็นนักเรียนมัธยมปลายและเป็นนักสืบเอกชนที่มีไอคิว 180 ซึ่งถือว่าฉลาดอย่างมาก แทบทุกเรื่องเขาไขคดีฆาตกรรมที่เต็มไปด้วยเบาะแสยากๆ จนสามารถจับตัวคนร้ายตัวจริงได้อีกครั้ง คินดะอิจิ ฮาจิเมะทำงานร่วมกับเพื่อนสมัยเด็กอย่าง “นานาเสะ มิยูกิ” เพื่อนสาวที่เขาแอบชอบ และ “เคนโมจิ อิซามุ” เป็นหัวหน้าสารวัตรของกรมตำรวจนครโตเกียวมาทำคดียากๆ ในญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยคนที่รับบทคินดะอิจิ ฮาจิเมะในภาคนี้คือ “มิชิเอะดะ ชุนซุเกะ” หรือ “มิจิอิ”

นักแสดงวัยรุ่นจากญี่ปุ่นมากความสามารถที่มารับบทคินดะอิจิ แต่คินดะอิจิภาคนี้จะค่อนข้างแตกต่างที่ภาคอื่นมีความขรึมเหมือนกับโคนัน แต่ในคินดะอิจิเวอร์ชั่น “มิชิเอะดะ ชุนซุเกะ” กลับมีความสดใส ความแนบเนียนในการสืบคดี และไขคดีฆาตกรรมได้มากกว่า และเก็บสีหน้าได้แนบเนียนกว่าในคินดะอิจิเวอร์ชั่นอื่นๆ ส่วนบท “นานาเสะ มิยูกิ” จะบอกว่านางเอกสวยมาก ซึ่งรับบทโดย “คามิชิราอิชิ โมกะ” นักแสดงสาววัยรุ่นที่ยังคงความเป็น “นานาเสะ มิยูกิ” ในทุกๆ ภาคที่ผ่านมา มีความสดใสสมวัย น่ารักตรงตามต้นฉบับอย่างมาก

                การตีความยังคงคลาสสิกตามมังงะเหมือนเดิม ให้ภาพที่สวย เพียงแต่ตัวชูโรงในบทคินดะอิจิไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ และเล่นได้ธรรมชาติเหมือนคินดะอิจิจากมังงะจริงๆ คดีเรื่องราวที่เป็นปริศนายังตีโจทย์แตก และทำให้คนดูทึ่งในฝีมือการแสดงของเขาอย่างมาก เรียกได้ว่ามีทั้งกึ๋นและความครบเครื่องเสียจริงๆ และไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

หากได้ดูตั้งแต่ตอนที่ 1 ทั้งหมดโดยไม่มีซับไตเติ้ล เมื่อพูดถึงฉากพูดคุยก็ไม่เคยข้ามเลย คนดูอยากเห็นมิจิอิแสดงจริงๆ และเรื่องราวก็ดีมาก อย่างแรกเลยคือเขามีบทบาทสำคัญในประเภทที่ชอบคือ ประเภทอาชญากรรมและความลึกลับ จะดูเรื่องนี้ต่อและจะสนับสนุนเขาต่อไป และอยากเห็นฝีมือการแสดงอีกด้วย

                จะว่าไปแม้จะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เข้าใจเรื่องราวที่นี่ผ่านการเคลื่อนไหวของพวกเขา และเมื่อฉากพูดอาจจะเหมาะกับคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น จึงอยากให้ดูเรื่องนี้ มันคุ้มค่าที่จะดู และเรื่องราวก็น่าตื่นเต้นมาก เวลานี้เที่ยงคืน บางครั้งอาจจะดูเพราะธีมดูกลัวๆ ศพมีความสมจริงมากขึ้น เพราะการถ่ายทอดของคินดะอิจิเป็นเรื่องราวที่ฆ่าคนได้ แต่พอมิจิอิยิ้ม โลกแทบละลายเลยทีเดียว

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ The Sinner season 1

The Sinner คืออีกหนึ่งซีรีส์สืบสวน อาชญากรรม น้ำดีจาก Netflixที่ปัจจุบันนี้มี 4 ซีซั่นจบ ผลงานการสร้างสรรค์โดย เดเรค ไซมอนส์ (Call Me by Your Name) ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของ เปตรา แฮมเมสฟาห์ โดยคอนเซปต์ของซีรีส์จะพูดถึงเรื่องอาชญากรรมที่เกิดจากความผิดบาป ด้านมืดของมนุษย์ หรือความเป็นฟิล์มนัวร์ ที่หลายคนคุ้นเคย ซึ่งเนื้อหาจะแบ่งเป็น 1 คดี/1 ซีซั่น และมีตัวละครศูนย์กลางคือ แฮร์รี่ แอมโบลส (บิล เพิร์ลแมน) นักสืบรุ่นเก๋า ผู้ยึดมั่นในความยุติธรรม และพร้อมพิสูจน์ความจริง

เนื้อหาของ The Sinner ซีซั่น 1 จะว่าด้วยเรื่องราวของ โคร่า (เจสสิก้า เบล) หญิงสาวที่ภายนอกดูปกติทุกอย่าง แต่วันหนึ่งระหว่างที่เธอกำลังพักร้อนกับสามี และลูก จู่ ๆ โคร่า ก็ได้ใช้มีดปลอกผลไม้พุ่งเข้าไปแทงชายคนหนึ่งจนตาย ด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้ โคร่า ถูกจับในฐานฆ่าคนตายในทันที แต่ด้าน แฮร์รี่ เจ้าหน้าที่สืบสวนที่รับผิดชอบคดีนี้ กลับเชื่อว่าคดีนี้ยังมีเงื่อนงำบางอย่าง เขาเลยค่อย ๆ เข้าไปพูดคุยกับ โคร่า เพื่อหาความจริงจากเธอ และเขาก็พบว่าคดีนี้มันได้เกี่ยวข้องกับอดีตที่เลวร้ายของเธอ

ความน่าสนใจของ The Sinner คือการนำเสนอเรื่องราวอาชญากรรม ผ่านหลากหลายมุมมอง เพื่อให้เราได้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยซีรีส์มีส่วนผสมของความดราม่า อาชญากรรม และระทึกขวัญที่เข้ากันอย่างลงตัว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีซั่น 1 นี้ ผู้สร้างได้ท้าทายทัศนคติ และความคิดของคนดู ด้วยการเปิดเรื่องด้วยคดีที่เหมือนจะเคลียร์ในตัวเองแล้วตั้งแต่นาทีทีเกิดเหตุ จากนั้นซีรีส์ก็ค่อย ๆ พาคนดูย้อน ทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ จากนั้นซีรีส์ก็นำเสนอเหตุการณ์ในอดีตของโคร่า ตัดสลับไปมากับเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทั้งนี้ซีรีส์ก็ใช้วิธีเผยเหตุการณ์ทีละนิด เพื่อเก็บไฮไลท์ที่เตรียมเฉลยในตอนท้าย

ส่วนที่ดีงามมาก ๆ ของ The Sinner คือความเป็นจิตวิทยาของซีรีส์ ที่มีการสะท้อนภาพของคนที่มีอาการ PTSD และสูญเสียความทรงจำออกมาได้อย่างสมจริง คนดูจะไม่ได้เห็นตัวละคร โคร่า เป็นเพียงจำเลยเท่านั้น แต่เธอยังเป็นคนที่จิตใจบอบช้ำจากการข่มขืน และทำร้ายร่างกายอีกด้วย ซึ่งตัว เจสสิก้า เบล ก็สามารถถ่ายทอดความไม่ปดติทางจิตใจของตัวละครได้อย่างดีเยี่ยม

และด้วยความที่ซีรีส์พูดเรื่องความผิดบาป นอกจากการเป็นซีรีส์สืบสวนแล้ว พาร์ทดราม่าของซีรีส์ก็ทำออกมาได้อย่างดี ด้วยการทำให้ตัวละครทุกตัวในเรื่อง ไม่มีใครขาส หรือดำสนิท แต่ทุกคนต่างเป็นคนที่มีความรู้สึกผิดบาปซ่อนอยู่ในใจทั้งสิ้น ซึ่งซีรีส์สามารถถ่ายทอดมุมต่าง ๆ ของตัวละคร ออกมาให้คนดูได้ตีความ และเห็นแง่คิด ประเด็นที่ซีรีส์ต้องการจะสื่อ

โดยรวม The Sinner ซีซั่น 1 ถือว่าเป็นอีกซีรีส์ชั้นดี ที่คอซีรีส์สืบสวนน่าจะถูกใจไม่น้อย ตัวซีรีส์มีความเป็นฟิล์มนัวร์ ที่สะท้อนเรื่องศาสนา การคุกคามทางเพศออกมาได้อย่างน่าสนใจ และสามารถเปิดตัวนักสืบ แฮร์รี่ แอมโบรส ให้กลายเป็นตัวละครที่คนดูชื่นชอบ และอยากติดตามต่อในซีซั่นต่อไป

สามารถรับชมซีรีส์ The Sinner ทั้ง 4 ซีซั่นได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB, Rotten Tomatoes

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/ZEfnpFuzxnE

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

Lulu: A Girl Meets Girl Love Story ซีรีส์ GL จากดินแดนพันเกาะรับปี 2022

                โดยปกติแล้วซีรีส์ที่เราดูมักจะเป็นเกาหลี ที่มีหลายเรื่องติดกระแสเกือบทั่วโลก และซีรีส์ประเทศฟิลิปปินส์ ก็เป็นเนื้อหาที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว จะนำเสนอเรื่องราวที่ค่อนข้างหลากหลาย น่าติดตามไม่น้อย เจาะจงเนื้อหาเรื่องราวความรักทั้งชายหญิง และตอบโจทย์กลุ่ม LGBTQ แม้ว่ารัฐบาลและกฎศาสนาคริสต์ที่ค่อนข้างเข้มงวดกับกลุ่มนี้พอสมควร แต่ซีรีส์เหล่านี้นำเสนอเรื่องราวได้น่าสนใจ และมีมิติที่น่าค้นหามากขึ้น จะต้องมี  Lulu: A Girl Meets Girl Love Story เป็นซีรีส์ฟิลิปปินส์ที่เป็นความรักครบรสชาติมากเลยทีเดียว และสามารถหาดูได้ตามช่องทางออนไลน์ได้แล้ว

                ถึงแม้ว่าซีรีส์ Lulu: A Girl Meets Girl Love Story จะไม่ระบุช่องทางติดตามก็ตาม แต่เป็นซีรีส์แกะกล่องใหม่แห่งปี 2022 เพื่อเปิดกว้างโลกแห่งความรักที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเรื่องราวใน Lulu: A Girl Meets Girl Love Story จะเป็นเส้นทางของผู้หญิงสองคนตัดกันเมื่อทั้งคู่อยู่กลางทางแยกส่วนตัว พวกเขาจะพบความรักเมื่อพวกเขาต้องการน้อยที่สุดหรือไม่ แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องมีนางเอกและพระนางในเรื่อง โซฟี ซึ่งเป็นนางเอก

ในเรื่องจะเป็นคนที่พูดจาฉะฉานและพูดจาโผงผางเพราะความแตกแยกต้องการตัดขาดจากโลกภายนอก หลังจากปิดใช้งานบัญชีโซเชียลมีเดียของเธอแล้ว เธอก็หนีไปที่บ้าน AirBnB ริมชายหาด ซึ่งหมายถึงการฟื้นฟูสภาพจิตใจที่แย่ด้วย แต่ทุกอย่างที่เธอทำกลับกลายเป็นหายนะ อันที่จริง โซฟีเชื่อว่าตลอดระยะเวลา 25 ปีที่เธอดำรงอยู่ เธอไม่ได้ทำอะไรที่ถูกต้องเอาเสียเลย แต่เมื่ออาบีมาถึงบ้านของเธอและเดินเข้าไปในชีวิตของเธอ ทุกอย่างก็รู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด

อาบีเป็นสาวห้าวเนื้อนุ่มอายุ 30 ปี ทำอาหารเก่ง และเป็นนักกีตาร์ในวงดนตรีอินดี้ เธอเป็นคนที่วางแผนชีวิตของเธอไว้ทั้งหมด แต่สำหรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอาบีได้ออกเดินทางโดยที่เธอแค่อยากจะเป็นไปตามธรรมชาติ นั่นคือวิธีที่เธอสะดุดกับ AirBnB ของโซฟี เมื่อทั้งสองพบกัน หัวใจก็สปาร์คกันเมื่อนั้น หัวใจทั้งโซฟี่และอาบีก็โบยบินและพวกเขาไม่สามารถต้านทานการตกหลุมรักกันได้เลย

                หากใครได้ดูซีรีส์เรื่อง Lulu: A Girl Meets Girl Love Story จะเหมือนได้สัมผัสบรรยากาศดีๆ ริมทะเลที่สวยงามพอสมควร มันช่วยผ่อนคลายได้มากขึ้น และฮีลจิตใจตัวเองได้เมื่อผ่านเรื่องราวแย่ๆ ในชีวิต หากใครได้ติดตาม Lulu: A Girl Meets Girl Love Story แม้ว่าจะไม่ติดกระแสลมบนเหมือนประเทศอื่น แต่ถ้าใครได้ติดตามจะประทับใจกับความรักมากขึ้น เพราะความรักมันไม่มีนิยาม และไม่มีข้อจำกัดทางเพศด้วยเช่นกัน

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

Fight Song (2022) ซีรีส์วัยรุ่นอบอุ่นใจตามฉบับคาวาอิ

                มาถึงซีรีส์อบอุ่นฝั่งญี่ปุ่นที่ชวนจิกหมอน จะต้องมี Fight Song ที่เริ่มฉายวันที่ 15 มกราคมในปีนี้ ซึ่งเนื้อเรื่องยังคงเนื้อหาเกี่ยวกับความรักวัยรุ่น และเนื้อหาที่สื่อด้านกีฬา เพราะในเรื่องนางเอกเป็นนักกีฬาคาราเต้ ที่สื่อให้เห็นการพลิกผันชีวิตอย่างมากมาย และมีคนที่เข้ามาในชีวิตเธอทั้งสองคน ซึ่งเธอจะต้องหาคำตอบด้วยหัวใจของเธอเองว่าใจเธอจะเลือกใคร และเพลงรักจะเป็นกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปหรือไม่ จึงเป็นอีกซีรีส์ที่อยากให้ทุกคนติดตามอย่างมากเลยทีเดียว โดยจะขออธิบายในบทความได้ดังนี้

                เนื้อเรื่องของ Fight Song จะถ่ายทอดเรื่องราวของนางเอกที่มีชื่อว่า “คิซาระ ฮานาเอะ” เด็กผู้หญิงที่เกษียณตัวเองจากการเป็นนักกีฬาคาราเต้เนื่องจากอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจากการเล่น และอยู่ในจุดต่ำสุดในชีวิตของเธอ เธอได้พบกับ “อาชิดะ ฮารุกิ” ผู้มีความสามารถในการเป็นนักร้อง เป็นนักแต่งเพลงที่เธอเคยฟังก่อนการแข่งขันทุกนัดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นนักดนตรีที่ล้มเหลวในชีวิตการเป็นนักร้อง

เป็นนักร้องที่ตีกลองได้ครั้งเดียว และเป็นคนประหลาดที่มีปัญหามากมาย! นอกจากนี้ยังได้เจอเพื่อนสมัยเด็กของฮานาเอะ “นัตสึคาวะ ชินโงะ” ที่คอยดูแลเธออยู่เสมอเข้ามาพัวพันกับรักสามเส้า ฮานาเอะมี “ความลับ” ที่เธอไม่สามารถบอกใครได้ และตัดสินใจว่าใครที่เธอจะตัดสินใจได้ว่า “นี่คือรักสุดท้ายในชีวิตของเธอ” จะว่าไปก็มีโหมดอมยิ้ม โหมดเรียกน้ำตา และโหมดอบอุ่นที่ครบรสอย่างมาก จริงๆ ไม่สามารถสปอยได้นักเพราะรอวันออกอากาศ เอาง่ายๆ หลังวันหวยออกไม่กี่วันก็ได้ดูแล้ว แต่ที่แน่ๆ

พระเอกที่รับบทเป็นนักดนตรีหล่อเอาเรื่องอย่างมาก นางเอกน่ารัก มีความมานะซึ่งฉีกความเป็นนางเอกญี่ปุ่นแบบพิมพ์นิยมที่ต้องออกหวานละมุน สดใส แต่ในเรื่องนางเอกมีความเป็นสายหวานและสปอร์ตในคนเดียวกัน ส่วนเพื่อนผู้ชายที่เข้ามาในชีวิตนางเอก ก็มีความแบดนิดๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกร่างกับชาวบ้าน เพียงแต่มาดกวนๆ แต่ปั่นป่วนหัวใจ

                เรียกได้ว่าแม้จะเกี่ยวกับรักสามเส้า แต่ก็ไม่ออกไปทางน้ำเน่าจนเกินไป หากใครได้ดูอยากให้ไปดูอย่างมาก เพราะ Fight Song ยังรอออกอากาศ และไม่นานเกินรออย่างแน่นอนหากใครเป็นคอซีรีส์ญี่ปุ่น มาเอาใจช่วยนางเอกของเรื่องไปพร้อมๆ กันว่าเพลงรักเพื่อเยียวยาให้สู้ต่ออีกครั้งจะดำเนินยังไงต่อไป หรือเรื่องหัวใจของเธอว่าจะเลือกเพื่อนสนิทตอนเด็กของเธอ หรือนักดนตรีที่เธอได้ตามผลงานแล้วมีความสุข เธอจะลงเอยกับใคร ไปลุ้นพร้อมกันใน Fight Song

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ The Woman in the House Across the Street from the Girl in the Window

The Woman in the House Across the Street from the Girl in the Window คือซีรีส์แนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน ปนคอเมดี้เรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่ภาพรวมแทบจะไม่ได้โดดเด่นอะไร พลอตมันแทบจะก้อป The Woman in the Window ที่เข้าฉายเมื่อปีที่แล้ว แต่ด้วยความที่ชื่อซีรีส์ที่ยาวจนโดดเด่น และชื่อไทยแบบกวน ๆ ว่า “ลางหลอน ซ่อนมรณะจ๊ะ” ทำให้งานซีรีส์พลอตบ้าน ๆ ที่สร้างสรรค์โดย ไมเคิล เลอห์มาน (ซีรีส์ Jessica Jones) ดูน่าสนใจขึ้นมาในทันที

ซีรีส์จะว่าด้วยเรื่องราวของ แอนนา (คริสเทน เบล) แม่ม่ายสาวที่พึ่งสูญเสียลูกสาวจากฝีมือของฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งเพราะการสูญเสียนี้เองทำให้เธอต้องหย่าจากสามี และกลายเป็นคนติดเหล้าขนาดหนัก แต่กระทั่งวันหนึ่งได้มีครอบครัวใหม่ได้ย้ายเข้ามาในบ้านฝั่งตรงข้ามเธอ ซึ่งภายนอกดูเหมือนครอบครัวนี้จะดูปกติธรรมดาทุกอย่าง จนวันหนึ่ง แอนนา ได้เห็นการฆาตกรรมแฟนสาวของชายในบ้านตรงข้าม แต่ทว่าเมื่อเธอแจ้งตำรวจกลับพบว่าไม่มีศพของหญิงสาวอยู่ในบ้าน และทุกคนกลับเชื่อว่าเธอหลอนไปเอง แอนนา เลยต้องสวมบทเป็นนักสืบจำเป็นเพื่อพิสูจน์ว่าเธอพูดความจริง และหาตัวคนร้ายมาลงโทษ

อย่างที่กล่าวไปในตอนแรก ว่าซีรีส์ชุดนี้มีความคล้ายกับ The Womman in the Window โดยเฉพาะในแง่พลอตเรื่อง ในประมาณ 1-4 Ep. แรก ซีรีส์แทบจะเล่าไปในทิษทางเดียวกัน เพียงแต่ปรับบริบทให้เนื้อหาดูเบาสมองขึ้น มีการใช้ตัวละครเอกที่เป็นหญิงสาวที่จิตใจบอบช้ำมาเป็นจุดสูญกลางของเรื่อง ซึ่งพอตัวเอกเป็ยผู้หญิง ทำให้ซีรีส์ชุดนี้มีความเป็นผู้หญิงอยู่เยอะ เช่นเดียวกับซีรีส์อย่าง Emily in Palis, Riverdale หรือ Bridgerton ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นการปะทะคารมของผู้หญิง ความต้องการทางเพศของหญิงสาว และวิธีการสอดรู้สอดเห็นแบบแม่บ้าน

แม้ซีรีส์จะพยายามขายความเป็นผู้หญิงไปเยอะมากก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทิ้งเสน่ห์ของซีรีส์สืบสวน ด้วยการสร้างตัวละครรอบตัวแอนนา ให้ดูเป็นผู้ต้องสงสัย ให้คนดูได้คาดเดาว่าใครคือคนร้ายที่แท้จริง รวมถึงการดำเนินเรื่องด้วยการค่อย ๆ ผูกโยงเรื่องราว มีพาร์ทตามหาความจริงที่ชวนติดตาม พร้อมการเฉลยตัสคนร้ายที่เหนือการคาดเดา

แต่น่าเสียดายที่ซีรีส์ชุดนี้กลับไม่สามารถนำจุดเด่นของตัวเองมาใช้งานได้คุ้มค่าอย่างที่ควร จนกลายเป็นความไม่สุดสักทางของซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับปมทางจิตใจของ แอนนา ที่ตัวผู้รับบทอย่าง คริสเทน เบล ยังไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อในความป่วยของเธอได้ ในขณะที่พาร์ทการสืบสวนก็ยังทำออกมาได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ การผูกปมต่าง ๆ ในซีรีส์ยังไม่สามารถสร้างน้ำหนะกที่สมเหตุสมผลได้ โดยเฉพาะการเฉลยปมในตอนท้ายที่ค่อนข้างดูเหมือนการแถซะมากกว่า

โดยรวม The Woman in the House Across the Street from the Girl in the Window นับว่าเป็นซีรีส์สืบสวน ระทึกขวัญ ที่พอดูเอาสนุกได้อีกเรื่อง ซีรีส์มาพร้อมสูตรสำเร็จของหนัง และซีรีส์แนวนี้ที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แต่หากใครที่มองหาซีรีส์ขนาดสั้นไว้ดูฆ่าเวลา นี่คืออีกเรื่องที่อยากแนะนำ

สามารถรับชม The Woman in the House Across the Street from the Girl in the Window ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/fuUZCoyoHo4

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Barry season 3

เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาที่สมการรอคอย สำหรับซีรีส์ Barry season 3 ที่หลังจากที่รอนานกว่า 2 ปี โดยครั้งนี้ก็ยังได้ทีมสร้าง และนักแสดงชุดเดิมกลับมาสานต่อเรื่องราวของนักฆ่าหน้านิ่งอีกครั้งนำทีมโดย บิล เฮเดอร์ (It: Chapter 2) ที่รับหน้าที่แสดงนำ กำกับ และอำนวยการสร้าง, ซาราห์ โกลด์เบิร์ก (The Report), เฮนรี่ วิงค์เลอร์ (The French Dispatch) และ สตีเฟน รูต (The Book of Boba Fett)

โดยเรื่องราวในซีซั่นี้จะว่าด้วยเรื่องราวชีวิตของ แบร์รี่ ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อเขาได้ถูก จีน คูซิโน (เฮนรี่ วิงค์เลอร์) ผู้เป็นอาจารย์สอนการแสดงของเขาจับได้ว่า แบร์รี่ คือฆาตกรผู้ฆ่าคนรักของตน ทำให้ตัวแบร์รี่พยายามหาทางปิดปากด้วยการพา จีน ไปแสดงซีรีส์เพื่อหวังเป็นการทดแทน

ในขณะที่ด้าน แซลลี่ (ซาราห์ โกลด์เบิร์ก) คนรักของ แบร์รี่ ก็กำลังประสบความสำเร็จในอาชีพนักแสดง และกำกับซีรีส์เรื่องแรกของตัวเอง แต่ชีวิตของ แบร์รี่ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาใหม่เมื่อ มอนโร (สตีเฟน รูต) อดีตเพื่อนร่วมงานของแบร์รี่ ที่ตอนนี้คือศัตรูคู่แค้น ได้ทำการเอาคืน แบร์รี่ โดยการบอกญาติ และเพื่อนของเหยื่อที่แบร์รี่ฆ่าทุกคน ให้คนเหล่านั้นมาล้างแค้นตัว แบร์รี่ จนนำมาสู่เรื่องวุ่น ๆ ทั้งหมดของซีซั้นนี้

สำหรับซีซั้นนี้เนื้อหาของซีรีส์จะค่อนข้างแตกต่างจากซีซั่นที่ผ่านมา เพราะผู้ชมจะได้เห็นการเติบโตของเหล่าตัวละครแต่ละตัวในด้านต่าง ๆ เช่น แบร์รี่ ในเรื่องนี้เขาต้องมารับผิดชอบต่อการกระทำในอดีตที่ผ่านมา จนชีวิตอยู่ไม่สุขแม้แต่ขณะเดียว ด้าน แซลลี่ ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นเธอในพาร์ทคนที่กำลังจะประสบความสำเร็จในชีวิตแต่ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหม่ ๆ ในแบบที่โตขึ้นกว่าเดิม

แน่นอนว่าพอเนื้อหามันเข้มข้น และเติบโตขึ้น ความตลกโบกฮา ความกวนแบบซีซั่นก่อน ๆ อาจลดลงไปพอสมควร แม้ซีรีส์จะยังคงซึ่งมุกตลกร้ายหน้าตาย ที่พอให้ขำเป็นพัก ๆ แต่แก่นของเนื้อหาในแต่ละตอน กลับค่อนข้างดาร์ก และซีเรียสกว่าที่ผ่านมา เราจะได้เห็นมุมที่อ่อนแอ และเดือดดาลของหลายตัวละคร จนบางครั้งถึงกับขำไม่ลง

ด้านฉากแอคชั่นของซีซั่นนี้ก็เรียกว่าค่อนข้างน้อย หากเทียบกับสองซีซั้นก่อน และกระนั้นความสนุกก็ไม่ลดลงเลย ซีรีส์มีวิธีการหาเหตุการณ์ต่าง ๆ มาใส่ให้แต่ละตอนตัวละครต้องรับมือกับปัญหามากมาย มีการกระจายเส้นเรื่องที่ลงตัว จนแทนที่ผู้ชมจะได้เห็นแต่มุมอาชญากรรม ก็ยังจะได้เห็นปมดราม่าของเส้นเรื่องรองอื่น ๆ มาเป็นสีสันให้ซีซั่นนี้

โดยรวม Barry season 3 เรียกได้ว่าเป็นการกลับมาที่สมการรอคอยอย่างยิ่ง ซีรีส์ย้งคงเสน่ห์ของตนเอง ทั้งความตลกร้าย ดราม่า และอาชญากรรมสุดเข้มข้น โดยเพิ่มเติมคือเนื้อหาที่ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ตอน พร้อมทั้งยังปูทางต่อไปในซีซั่น 4 ได้อย่างงดงาม

สามารถรับชมซีรีส์ Barry ทั้ง 3 ซีซั่นได้แล้ววันนี้ที่ HBO GO

Cr.ภาพ: IMDB

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

Mad Doctor (2022) ซีรีส์คอมเมดี้กับเรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับเรื่องหมอๆ

ช่วงนี้ซีรีส์เรื่องหมอๆ ยังขายออกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะของประเทศไหนก็ตาม แม้แต่ซีรีส์หมอๆ สุดฮาจากประเทศไต้หวันอย่าง “Mad Doctor” หรืออีกชื่อตามนวนิยาย “A Wild Female Surgeon Comes to the Village” เรื่องนี้ดัดแปลงจากนวนิยายของนักเขียนชาวไต้หวัน “หลิวจงหยู”

เรื่อง “ศัลยแพทย์หญิงในหมู่บ้าน เลือดและกระดูก เสียงหัวเราะและน้ำตาในโรงพยาบาลเล็กๆ ในหมู่บ้านชนบท” มีนักแสดงที่เล่นในเรื่องนี้โดย Cai Shuzhen และ Zhu Xuanyang และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่องหลักของวิดีโอสาธารณะตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2022 ต้องบอกก่อนว่าเป็นซีรีส์แกะกล่องใหม่ ที่มีความฮาสารพัดอย่างมาก

Mad Doctor ยังฉายในสตรีมมิ่งอย่าง Netflix และ Line TV ด้วย ตัวนางเอกมีชื่อว่า “ดร.หลิว ซ่งหยู” ศัลยแพทย์หญิงมาโรงพยาบาลเล็กๆ ในชนบท เหมือนคาวบอยอยู่ในเมือง โดยใช้ความสามารถพิเศษและหลักการดำเนินชีวิตที่ดื้อรั้น เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพทางการแพทย์ที่เปิดหูเปิดตาและแดกดันทุกรูปแบบในหมู่บ้าน เบื้องหลังการปรากฏตัวของผู้กอบกู้ มีความลับซ่อนอยู่ หลังจากถูกเนรเทศไปยังขอบโลกทางการแพทย์ เธอมาที่นี่ก็ฟื้น “หัวใจเดิม” ของเขาในโรงพยาบาลในชนบท ใครที่อ่านต้อง

บอกตรงๆ ว่าไม่มีคำว่า “ผิดหวัง” เลยแม้แต่น้อย เนื้อหาตรงกับในนวนิยาย เล่าเรื่องศัลยแพทย์หญิงที่สูญเสียแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตเพื่อผ่าตัดผู้ป่วย เธอตัดสินใจทำงานในโรงพยาบาลเล็กๆ ในชนบท หนีจากอดีตอันมืดมิดของเธอ เธอประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อทุกประเภทจากผู้ป่วย บาดเจ็บเพราะถูกหมูทับจนถูกนกเพนกวินจิกบ้าง วาฬเพชฌฆาตและจระเข้ก็อยู่ในรายชื่อผู้กระทำผิดสุดแปลกในเคสรักษาของเธอด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในโรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้ ที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ช่วยเหลือได้ไม่ต่างจากโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ ศัลยแพทย์หญิง ฟื้นความหลงใหลในการเป็นแพทย์ด้วยทักษะพิเศษและความอุตสาหะของเธอ เธอเปลี่ยนเงื่อนไขทางการแพทย์ของหมู่บ้าน และฟื้นความแข็งแกร่งและความหลงใหลที่เธอเคยมีในชีวิตและการปฏิบัติทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับรักวุ่นๆ อีกมากมายของคุณหมอหลิวอีกด้วย

                นางเอกของเรื่องจัดว่าเป็นนางเอกในอุดมคติ โดยเฉพาะบทของ “หมอหลิว” ที่รับบทโดย “จาเนล ไช่” นักแสดงหญิงฝีมือพระกาฬของวงการ ถ้าเทียบกับนักแสดงของไทยก็จะฝีมือระดับเดียวกับ “นุ่น วรนุช” หรือ “อั้ม พัชราภา” เพราะว่าเธอสามารถถ่ายทอดออกมาได้ฉีกความเป็นเธอในฐานะคุณหมอหัวร้อน พร้อมบวกกับอาการป่วยของคนไข้ และมีความบ้าดีเดือดพอสมควร บทนี้เราต้องจับตาเธอให้ดีว่าเธอจะเป็นคุณหมอที่ฮา ตลก บ้าดีเดือดแค่ไหน รับรองว่าเรื่อง Mad Doctor ไม่ทำให้คนดูผิดหวังแน่นอน

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ The Afterparty

ผลงานซีรีส์สืบสวน คอเมดี้ จาก Apple TV+ ที่ได้ทีมผู้สร้าง และนักแสดงที่การันตีความฮาไม่ว่าจะเป็นการได้ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ มือเขียนบทจาก The Lego Movie และผู้กำกับจากหนัง 21 – 22 Jump Street มารับหน้าที่สร้างสรรค์ซีรีส์ พร้อมนำแสดงโดย เดฟ ฟรังโก้ (The Disaster Artist), แซม ริชาร์ดสัน (ซีรีส์ Ted Lasso), ไอค์ บารินฮอล์ทซ์ (Moxie), เบน ชวาร์ตซ์ (ซีรีส์ Space Force) และทิฟานี่ แฮดดิช (Keanu)

The Afterparty จะว่าด้วยเรื่องราวโศกนาฎกรรมในค่ำคืนหนึ่ง หลังจากที่เพื่อนเก่าจากมหาลัยได้ทำการกลับมารวมตัวกันในรอบ 10 ปี ที่งานเลี้ยงรุ่น ก่อนที่หลังจากนั้นพวกเขาจะไปปาร์ตี้กันต่อที่บ้านสุดหรูของ เอ็กเซเวียร์ (เดฟ ฟรังโก้) ผู้เป็นดาราฮอลีวูดชื่อดัง และป้อปที่สุดในรุ่น

แต่ทว่าในระหว่างปาร์ตี้ก็ได้เกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อเอ็กเซเวียร์ถูกฆาตกรรมโดยการผลักตกตึกของเขา โดยผู้ต้องสงสัยคือกลุ่มอดีตเพื่อนร่วมชั้นของเขาที่ต่างมีอดีตที่ไม่ดีนักกับคนดังผู้นี้ เจ้าหน้าที่นักสืบแดนเนอร์ (ทิฟานี่ แดนเนอร์) เลยต้องรับหน้าที่ในการสืบสวนคดีนี้ด้วยการสอบปากคำเหล่าผู้ต้องสงสัยสำคัญในคดีนี้

ตัวซีรีส์มาพร้อมรูปแบบการเล่าเรื่องแบบเดียวกับที่ ไรอัน จอห์นสัน ใช้ใน Knives Out คือการนำเสนอเรื่องราวอาชญากรรมที่ทำออกมาเบาสมอง มากกว่าที่จะมาในโทนฟิล์มนัวร์ และใช้วิธีการนำเสนอการสืบสวนแบบเดียวกับโคนัน คือการโชว์ความฉลาดของนักสืบ การหาตัวคนร้ายในที่ปิดตาย เป็นต้น

ความโดดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้คือ การนำเสนอแบบราโชมอน ที่จะใช้ความยาวทั้ง 8 EP. เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของแต่ละตัวละคร ขณะเดียวกันก็ตัดสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่ที่ฉีกแนวก็คือแทนที่ซีรีส์จะนำเสนอฉากเดิม ๆ วนไปวนมาที่เพียงเปลี่ยนมุมมองของตัวละคร

แต่ The Afterparty กลับไปไกลกว่านั้น เพราะทั้ง 8 EP. ของซีรีส์มีโทนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยแต่ละ EP. จะเป็นการล้อเลียนหนังประเภทต่าง ๆ ผ่านคาแรคเตอร์ของแต่ละตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น โรแมนติก, มิวสิคคัล, แอคชั่น, อนิเมชั่น ไปจนถึงหนังอาชญากรรมฟิล์มนัวร์ ที่เรียกได้ว่านอกจากจะทำให้ความราโชมอน แตกต่างแล้ว ทำให้ตลอด 8 EP. ของซีรีส์ไม่มีตอนไหนที่น่าเบื่อเลย

ไม่ใช่แค่ความฉีกแนวหนังราโชมอนที่ทำออกมาได้ค่อนข้างดีมาก ๆ แต่อีกหนึ่งส่วนที่ The Afterparty ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กันคือการทำให้ทั้ง 8 EP. ดูมีนัยยะ มีความสำคัญต่อเนื้อหาของซีรีส์ โดยเฉพาะการสะท้อนความสัมพันธ์ของเพื่อนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ในเรื่องนี้ค่อนข้างตีความออกมาได้น่าสนใจ และมีบริบทที่สะท้อนสังคมสมัยนี้ได้อย่างสมจริง

แต่กระนั้น ด้วยความที่ซีรีส์ผสมผสานในความเป็นหนังหลากแนว หลากสไตล์ ทำให้พาร์ทสืบสวนของซีรีส์ดูค่อนข้างคร็อปลง ทั้งการสอบปากคำ ที่ทำให้คนดูไม่สามารถโฟกัสที่การหาความจริง แต่เป็นการหันไปเพลิดเพลินกับสไตล์ของตอนนั้น ๆ แต่กระนั้นซีรีส์ก็ยังสามารถคืนฟอร์มได้ในวินาทีท้าย ๆ ในการสามารถเฉลยความจริงออกมาได้ช็อกอารมณ์คนดูไม่น้อย รวมทั้งยังสามารถแสดงความฉลาดของตัวละครออกมาได้อย่างน่าชื่นชม

The Afterparty เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่นำเสนอสไตล์ราโชมอนยุคใหม่ ที่มีความเป็นตัวเอง และมีความร่วมสมัย ใครที่เคยดูหนังอย่าง The Last Duel หรือหนังแนวนี้แล้วรู้สึกว่าฉากซ้ำไปซ้ำมาน่าเบื่อ ซีรีส์เรื่องนี้จะลบทุกคำสบประมาทดังกล่าว และนอกจากความบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ ที่จัดเต็มแล้ว ซีรีส์ก็ยังเอาใจคอซีรีส์สืบสวนด้วยพาร์ทหาความจริง ที่ทำออกมาได้เหนือชั้นไม่แพ้กัน

สามารถรับชมซีรีส์ The Afterparty ได้แล้ววันนี้ที่ Apple TV+

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/BGG2H3DN_II

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

“Love All Play (2022)” เรื่องราวระหว่างลูกขนไก่กับชีวิตนักกีฬา

                ซีรีส์เกี่ยวกับกีฬาที่น่าสนใจ และกำลังจะเปิดตัวในปี 2022 มีชื่อว่า “Love All Play” เป็นซีรีส์ที่ได้แรงบันดาลใจจากการนำความชอบและกีฬา โดยใช้ “แบดมินตัน” เป็นตัวเชื่อมความรัก ความหลงใหล

และนำไปสู่การแข่งขันในฐานะการแข่งขันประเภทคู่ผสม รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงการกีฬา ความเปลี่ยนแปลง และการมองกีฬาที่เป็นทั้งความฝัน ทั้งธุรกิจอยู่ในตัวของเกาหลีใต้ได้อย่างลงตัว โดยเริ่มออกอากาศตอนแรกวันที่ 27 เมษายน  ผ่านช่อง KBS ของเกาหลีใต้ และยังเล่าเรื่องในช่วงที่เกษียณตัวเองจากการเป็นนักกีฬาด้วย

พล็อตเรื่องนับว่าน่าสนใจ แต่ก็มีการออกอากาศด้วยบรรยายภาษาไทยผ่าน Disney Plus Hotstar สามารถดูเรื่องนี้ได้ถูกลิขสิทธิ์ เนื่อเรื่องที่น่าสนใจกำลังเล่าเรื่องราวของความโรแมนติก ผ่านการเล่นกีฬาที่แสดงถึงความหลงใหล และความรักในกีฬาแบดมินตันของตัวเอกชายและหญิง ซึ่งเป็นกลุ่มผสมที่มีผู้เล่นจากทีมธุรกิจแบดมินตัน โดยพระเอกของเรื่อง “ปาร์คแทจุน” ผู้ซึ่งหลุดพ้นจากโลกของแบดมินตัน

จากการเกษียณตัวเองออกจากการเป็นนักกีฬาอย่างเป็นทางการ เพราะธุรกิจอุปกรณ์แบดมินตันของพ่อแม่ แม้ว่าเขาจะเริ่มมองว่ากีฬาชนิดนี้เป็นผลงาน แต่ความหลงใหลในกีฬาแบดมินตันของเขากลับจุดประกายขึ้นอีกครั้งเนื่องจากความปรารถนาที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้หญิงคนหนึ่ง

“ปาร์คแทยัง” เป็นอดีตนักกีฬาที่มีฝีมือระดับโอลิมปิก ซึ่งเธอมีทักษะที่สูงมากพอสมควร แต่มีเหตุต้องออกจากวงการแบดมินตันด้วยเหตุผลที่รุนแรง เนื่องจากเรื่องอื้อฉาวการติดสินบน จนถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันเป็นเวลา 3 ปี ทำให้เธอกลับมาร่วมทีมของพระเอกอีกครั้งในรอบ 3 ปี เพื่อทำความฝันและสานโอกาสการเป็นนักกีฬาของตนเองอีกครั้ง

แต่การมาในทีมของพระเอกยังเผยให้เห็นนักกีฬาบางคนเกษียณตัวเองทั้งเกิดจากอุบัติเหตุบ้าง เหตุจำเป็นบางอย่างบ้าง แต่ก็ทำให้ทั้งปาร์คแทยัง ได้เจอกับปาร์คแทจุนเพื่อที่จะแข่งขันในฐานะนักกีฬาประเภทคู่ผสม

ซีรีส์เหล่านี้มีอีกชื่อหนึ่งชื่อว่า “Going to You at a Speed of 493 km” สนุกมากและมีความท้าทายต่อการแสดงมากพอสมควร แต่ถ่ายทอดออกมาได้มีความเป็นมืออาชีพเหมือนนักกีฬาจริงๆ

                หากใครชอบความโรแมนติกแต่มีความสมจริง เรื่อง “Love All Play” หรือ “Going to You at a Speed of 493 km” นักแสดงทำการบ้านดีมาก รวมถึงทีมงานจัดว่าจัดหนักกับความหวาน ความโรแมนติกมากเลยทีเดียว โดยผู้กำกับโดย “จูอุง” ซึ่งเป็นผู้กำกับเคยมีผลงานก่อนหน้าจากการกำกับซีรีส์เรื่อง Justice โดยถ่ายทอดออกมา ไม่สมจริงไม่ใช่จูอุงจริงๆ หากใครสนใจอย่าลืมกลับไปดูเรื่องนี้กันนะคะ

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Outer Range

ผลงานซีรีส์จาก Amazom Prime ที่เรียกได้ว่าเป็นงานรวมทีมสร้างชั้นคุณภาพ ไม่วาจะเป็น แบรต พิตต์ (Bullet Train) ที่มารับหน้าที่ร่วมอำนวยการสร้าง กับ เอมี่ ไซเมตซ์ (She Die Tomorrow) และได้ ไบรอัน วัตกินส์ มือเขียนบทซีรีส์หน้าใหม่ที่ประเดิมงานนี้เป็นเรื่องแรก พร้อมได้ดาราเบอร์ใหญ่อย่าง จอช โบรลิน (Avengers Endgame) มันรับบทนำ

เนื้อหาของ Outer Range จะว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวชาวไร่ครอบครัวหนึ่ง ที่มี รอยัล (จอช โบรลิน) เป็นหัวหน้าครอบครัว ที่วันหนึ่งเขาดันพบกับหลุมปริศนาอยู่ในบริเวณไร่ของเขา ในขณะเดียวกัน รอยัล ก็ต้องเผชิญกับปัญหาจากการถูก เวยน์ ไทเลอร์สัน (วิล แพตตันพยายามยึดพื้นที่ส่วนหนึ่งของไร่รอยัล ไปเป็นของตน จนนำมาสู่ความขัดแย้งของรุ่นลูกของทั้งสองตระกูล และนำมาสู่การก่ออาชญากรรมที่ไม่มีใครคาดคิด นอกจากนี้ยังมีการปรากฎตัวของ หญิงสาวปริศนานาม ออทั่ม (อิฌมจิน พูดจ์) ที่เก็บงำความลับของทุกคนเอาไว้

จากพลอตเรื่อง และตัวอย่างของซีรีส์ Outer Range อาจไม่ใช่งานซีรีส์กระแสหลักอย่างที่คนส่วนใหญ่นิยม แต่กระนั้นมันก็เป็นซีรีส์ที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดยซีรีส์จะเป็นงานตามสไตล์ตะวันตก ที่นำเสนอความสัมพันธ์ของเมืองเล็ก ๆ การเล่าเรื่องของซีรีส์จะหนักไปทางดราม่าที่นำเสนอบริบทความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นครอบครัว

ในช่วงแรกของซีรีส์อาจค่อนข้างเนิบช้าไปบ้าง เพราะซีรีส์จะเล่าเรื่องแบบ Slow Burn ที่ค่อย ๆเชื่อมโยงเหตุการณ์ทีละนิด ในขณะเดียวกันซีรีส์ก็เลือกเก็บงำความลับของหลุมปริศนา และบางพฤติกรรมของตัวละครให้คนดูได้ลุ้น ได้ตีความกันเอาเอง ก่อนที่ความสนุก จะเริ่มเมื่อเริ่มมีการใช้หลุมในการทำสิ่งที่ชั่วร้าย จนนำมาสู่พาร์ทอาชญากรรมสุดเข้มข้น ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นความขัดแย้ง การไล่ล่าหาความจริง ที่มันจะค่อย ๆ เผยด้านมืดของตัวละครออกมา จนนำมาสู่บทสรุปที่ค่อนข้างพีค และหนักหน่วง

นอกจากความสนุก เข้มข้นแล้ว ตัวซีรีส์ยังท้าทายคนดูด้วยนัยยะแฝงต่าง ๆ ที่แฝงมาในซีรีส์ โดยให้คนดูได้ตีความกันเอง นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ซีรีส์ค่อนข้างถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม และสามารถสะท้อนแง่คิดให้คนดูได้ดีมาก ๆ คือประเด็นครอบครัว ซึ่งตัวซีรีส์พยายามสะท้อนถึงภาพครอบครัวที่กำลังล่มสลายสองครอบครัว ที่มันเริ่มต้นจากปมในอดีต การให้ความรัก การเอาใจใส่ที่ไม่เท่ากัน จนค่อย ๆ กลายเป็นปมในใจ ด้วยประเด็นนี้ทำให้ทุกตัวละครในซีรีส์ล้วนแต่มีมิติ และดูไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

การแสดงของทีมนักแสดงนำเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมทุกคน โดยเฉพาะ จอช โบรลิน ที่เป็นคนแบกซีรีส์ไว้ทั้งเรื่อง เราจะได้เห็นบทที่ตึงเครียด และดราม่ามากที่สุดบทหนึ่งของเขา ในขณะที่นักแสดงสมทบอย่าง ลูอิส พูลแมน (Top Gun Maverick) และ ทอม เฟล์พเรย์ (ซีรีส์ Ozark) ก้ต่างช่วยเสริมดราม่าครอบครัวในเรื่องให้หนักหน่วง รุนแรงมากยิ่งขึ้น จนสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูได้ไม่น้อย

โดยรวม Outer Range คืองานซีรีส์เปี่ยมคุณภาพมาก ๆ อีกเรื่องของปีนี้ ซีรีส์ไม่ได้ดูยากมากอย่างที่คิด แม้ว่าจะยังมีความลับมากมายในเรื่องก็ตาม แต่ในแง่ของความน่าติดตามนี่ยังเป็นซีรีส์ที่สนุกทุกตอน และพอให้ได้ลุ้นว่าความลับบางอย่างของเรื่องจะถูกเฉลยในซีซั่นต่อไป

สามารถรับชมซีรีส์ Outer Range ได้แล้ววันนี้ที่ Amazon Prime

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes, IMDB

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์สารคดี Keep Sweet: Pray and Obey

ผลงานซีรีย์สารคดีอาชญากรรมเรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากฆาตกรต่อเนื่อง หรือคดีฆาตกรรม สู่การตีแผ่ประเด็นที่ร่วมสมัยอย่างเรื่องลัทธินอกรีด ที่มีชื่อว่า Fundamentalist ของพระเยซูคริสต์แห่ง Latter Day Saints (FLDS) ที่มีผู้นำที่เชื่อว่าการมีภรรยาหลายคนคือเรื่องที่ดี

โดยสารคดีจะพาเราไปสำรวจตั้งแต่จุดเริ่มต้นของครอบครัว เจฟฟ์ ที่มีผู้นำรุ่นแรกคือ ลูรอน เจฟฟ์ ที่ได้เป็นศาสดาของคริสจักร Fundamentalist ผู้ปลูกฝังให้ผู้หญิงในลัทธิแต่งงานเป็นภรรยาของเขา หลังจากที่ ลูรอน เสียชีวิตลงได้ไม่นาน วอร์เรน ลูกชายของเขาก็รับหน้าที่ศาสดาคนใหม่ ซึ่งในลัทธิก็ได้มีการเพิ่มคงามเข้มงวดด้วยการกีดกันไม่ให้คนที่อยู่ข้างในรับรู้โลกภายนอกทั้งหมด ทำให้เด็ก ๆ ที่เกิดมาในลัทธิไม่มีโอกาสได้เห็นโลกภายนอก รวมทั้งตัว วอร์เรน ก็ยังมีการนำเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไปแต่งงานเป็นภรรยาของตนเอง และเหล่าผู้นำอีกด้วย

ตัวซีรีส์เลือกวิธีการนำเสนอด้วยการสัมภาษณ์คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิดังกล่าวทั้งหมด เริ่มตั้งแต่คนที่อยู่ในลัทธิ เด็กสาวที่เติบโตมาในสถานที่ดังกล่าว ไปจนถึงนักข่าว ที่สืบค้นเรื่องนี้ ทำให้ตัวซีรีส์ค่อนข้างนำเสนอแง่มุมที่หลากหลายครบรส

โดยเนื้อหาหลัก ๆ ซีรีส์จะโฟกัสไปที่ตัวหญิงสาวที่เคยอยู่ในลัทธิ ซึ่งการสัมภาษณ์จะเริ่มตั้งแต่การย้อนไปยังช่วงเวลาที่เธอมีความสนุก และการใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนั้น ก่อนที่พวกเธอจะค่อย ๆ พบกับความผิดปกติมากมาย ที่ทำให้พวกเธอมองที่นี่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งส่วนนี้ซีรีส์สามารถถ่ายทอดบรรยากาศที่กระอักกระอ่วน สะเทือนอารมณ์ได้อย่างถึงอารมณ์ ประกอบกับภาพฟุตเทจของพิธีกรรมอันแปลกประหลาดมากมายที่เพิ่มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตัวซีรีส์จะไม่ได้มีภาพ หรือพูดถึงความรุนแรง โหดเหี้ยม เหมือนซีรีส์อาชญากรรมเรื่องอื่น ๆ แต่ความพิเศษของ Keep Sweet: Pray and Obey คือการให้อรรถรสเดียวกับหนังแนวลัทธิมากมาย ที่ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมอยากลุ้น อยากเอาใจช่วยให้ตัวละครหนีพ้นจากลัทธินี้ แม้ว่าบางช่วงจะรู้สึกว่าเนื้อหาของซีรีส์วนอยู่กับที่ไปบ้าง แต่ก็นับได้ว่าเป็นซีรีส์ที่ตีแผ่วงการลัทธิได้ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่ง

โดยรวม Keep Sweet: Prey and Obey เป็นซีรีส์สารคดีที่เล่าเรื่องออกมาได้สนุก ตื่นเต้นอีกเรื่อง ตัวสารคดีสามารถถ่ายทอดบรรยากาศอันน่าขนลุกของลัทธิได้อย่างเห็นภาพชัดเจน ใครที่ชอบประเด็นเกี่ยวกับลัทธินิกรีด ตีแผ่ด้านมืดของคนเหล่านี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาด

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

แนะนำ 7 ซีรีส์ Anthology เนื้อหาจบในตอน หรือในซีซั่น แนวระทึกขวัญ/สยองขวัญ ที่แฟนซีรีส์ไม่ควรพลาด

ช่วงหลัง ๆ มานี้มักเต็มไปด้วยซีรีส์แนว Anthology หรือซีรีส์ที่เนื้อหาจบในตอน หรือในซีซั่น และหนึ่งใน Genre ที่นิยมมาก ๆ ของซีรีส์แนวนี้คือ ระทึกขวัญ หรือสยองขวัญ ที่ได้ทีมผู้สร้างมากฝีมือไปร่วมงานในแต่ละเรื่อง โพสต์นี้เราเลยรวบรวมซีรีส์ Anthology แนว ระทึกขวัญมาให้ได้ชมกัน เรียกได้ว่าแต่ละเรื่องไม่ธรรมดา แน่นอน

7. Folklore

ผลงานซีรีส์จากเอเชีย ที่เป็นการหยิบนำตำนานเมืองของแต่ละประเทศมานำเสนอเป็นหนังสั้นผ่านวิสัยทัศน์ของผู้กำกับแต่ละประเทศนั้น ๆ โดยจะประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, สิงคโปร์,  ฟิลิปปินส์, ใต้หวัน, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และไทย

ความน่าสนใจคือนี่เป็นซีรีส์ที่สามารถสะท้อนภาพความเชื่อ วัฒนธรรมเรื่องวิญญาณของแต่ละประเทศ ซึ่งนอกจากความน่ากลัวที่เราจะได้รับจากหนังสั้นแต่ละเรื่อง ผู้ชมยังจะได้เห็นพิธีกรรม หรือตำนานผีที่อาจไม่เคยได้ยินมาก่อน สำหรับความน่ากลัว ในซีรีส์เรื่องนี้อาจไม่ได้ถึงขั้นสยดสยอง บางตอนอาจหนักไปทางดราม่า และมีเรื่องผี เรื่องวิญญาณเป็นส่วนเสริมให้แก่นของหนัง

ในด้านของไทยเองก็ได้สองผู้กำกับไปร่วมโปรเจกต์นี้ ในซีซั่น 1 คือ เป็นเอก รัตนเรือง (เรื่องตลก69) ที่มากำกับในตอน ปอบ และในซีซั่น 2 คือ โดม-สิทธิศิริ (แสงกระสือ) ที่มากำกับในตอน Broker of Death ซึ่งทั้งสองเรื่องก็สะท้อนความเชื่อเรื่องผี เรื่องวิญญาณ ของไทยในรสชาติที่ต่างกันไป และยังเป็นงานที่โดดเด่นมาก ๆ ของ Folklore ทั้ง 2 ซีซั่น และนอกจาก 2 ผู้กำกับไทยแล้วก็ยังมีผู้กำกับเอเชียมากฝีมือคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น อีริค คู (Be WithMe) และโยโก อันวาร์ (Impetigore) ก็มาร่วมสร้างสรรค์งานให้โปรเจกต์นี้เช่นกัน

สามารถรับชมซีรีส์  Folklore ได้แล้ววันนี้ที่ HBO GO

6. The Terror

งานซีรีส์สยองขวัญที่ได้ ริดลีย์ สก้อต (The Last Battle) มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง โดยมีคอนเซปต์คือการหยิบเรื่องเล่าที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ มานำเสนอในรูปแบบมินิซีรีส์ 10 Ep. ต่อซีซั่น ซึ่งในซีซั่นแรกซีรีส์จะว่าด้วยตำนานของเรือเทอร์เรอร์ เรือสำรวจมหาสมุทรจากทหารอังกฤษ ที่ทำภารกิจค้นหาเส้นทางคาบสมุทรอินเดีย แต่ทว่าเรือต้องติดอยู่ท่ามกลางน้ำแข็งที่ไม่สามารถไปไหนได้ พร้อมทั้งยังต้องเผชิญกับตำนานอาถรรพ์ของ แอนตาร์กติก ส่วนซีรีส์ 2 จะพูดถึงวิญญาอาฆาตของญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนนำมาสู่เรื่องลี้ลับมากมายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวชาวญี่ปุ่น ที่ว่าด้วยความแค้นของวิญญาณหญิงสาวที่หวังล้างแค้นคนที่ทำให้เธอต้องตาย

โดยความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการนำเสนอบริบทประวัติศาสตร์สองยุคสองสมัยได้เป็นอย่างดี งานโปรดักชั้นเรียกได้ว่าจัดเต็มมาก ยิ่งในซีซั่นแรกที่เป็นเรือ Terror เราจะได้เห็นหนังระทึกขวัญสัตว์ประหลาด ที่ทั้งน่ากลัว และตื่นเต้นมาก ๆ ส่วนด้านความสยอง ซีรีส์ทั้งสองซีซั่นสามารถถ่ายทอดความน่ากลัว ทั้งการตายที่สยดสยอง และการสะท้อนจิตใจที่โหดร้ายของมนุษย์ ใครที่ชอบซีรีส์โทนดาร์ก แนะนำว่าไม่ควรพลาด

สามารถรับชมซีรีส์ The Terror ได้แล้ววันนี้ที่ Amazon Prime

5. Black Mirror

ผลงานซีรีส์ไซไฟ Anthology สุดโด่งดังจาก Netflix ซึ่งตัวคอนเซปต์อาจไม่ได้ต่างจาก Love Death & Robots มากนัก เพียงแต่ใน Black Mirror จะเป็นซีรีส์คนแสดง ที่จะมีรูปแบบการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ ซึ่งแต่ละตอนก็จะได้ผู้กำกับหนังชื่อดังที่เราพอคุ้นชื่อมาร่วมงานแต่ละตอน ไม่ว่าจะเป็น โจ ไรท์ (Darkest Hour), โจดี้ ฟอสเตอร์ (Money Monster), เจมส์ วัตส์กิน (The Woman in Black) และ โทบี้ เฮย์นส์ (ซีรีส์ Sherlock)

ซึ่งความน่าสนใจของซีรีส์ Black Mirror คือการที่พลอตของแต่ละเรื่องในซีรีส์มีความโดดเด่นมาก หนังสามารถนำเสนอทั้งความเป็นดิสโทเบียในโลกอนาคต หรือการใช้เทคโนโลยีมาสะท้อนจิตใจของมนุษย์ นอกจากนี้ Black Mirror ก็ยังเคยมีตอนพิเศษที่มีชื่อว่า Bandersnatch ซึ่งเป็นหนังแนว Interactive ที่ให้ผู้ชมเป็นคนเลือกเส้นทางให้ตัวละคร จนนำมาสู่ตอนจบแบบต่าง ๆ ของเรื่อง เรียกได้ว่าเป็นงานที่เจ๋งทั้งพลอต และรูปแบบการนำเสนอโดยแท้จริง

สามารถรับชมซีรีส์ Black Mirror ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

4. American Crime Story

อีกหนึ่งผลงานซีรีส์จาก ไรอัน เมอร์ฟี่ แต่ครั้งนี่คือการหยิบเรื่องราวคดีสุดโด่งดังของอเมริกา มานำเสนอ ซึ่งตอนนี้มีทั้งหมด 3 ซีซั่น โดย ซีซั่น 1 คือการหยิบคดีของ โอเจ ซิมป์สัน นักอเมริกันฟุตบอลที่ต้องสงสัยว่าฆาตกรรมอดีตภรรยามาเล่าผ่านเรื่องราวในศาล ซีซั่นที่ 2 คือการพูดถึงคดรฆาตกรรมนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดัง เวอร์ซาเช่ ที่ถูกเกย์หนุ่มอย่าง แอนดรูว์ คูนาแนน ลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยม และซีซั่นที่ 3 คือการหยิบคดีอื้อฉาวของ บิล คลินตัน ที่ถูกกล่าวหาว่าทำการล่วงละเมิดทางเพศพนักงานหญิงที่ทำงานร่วมกับเขา

แม้จะมาจากทีมผู้สร้างชุดเดียวกัน แต่ American Crime Story กลับต่างจาก American Horror Story โดยสิ้นเชิง ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่จริงจัง โทนเรื่องที่หม่นกว่า และมีการใช้พลังนักแสดงได้อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะ ซาราห์ พอลสัน และ ดาร์เรน คริส สองนักแสดงนำจากซีซั่น 1 และ 2 ที่ต่างคว้ารางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมจากเวที Emmy Awards มาได้

โดยตอนนี้สามารถรับชมซีรีส์ American Crime Story ซีซั่น 1 และ 2 ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

3. American Horror Story

ผลงานซีรีส์ Anthology สุดโด่งดังที่คอหนังสยองขวัญไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเป็นผลงานของเจ้าพ่อซีรีส์สุดแมสอย่าง ไรอัน เมอร์ฟี่ (ซีรีส์ Glee) คอนเซปต์ของ American Horror Story คือการหยิบตำนานความสยองในรูปแบบต่าง ๆ มาเลาเป็นเรื่องราวสุดคลั่ง ในแต่ละซีซั่น ไม่ว่าจะเป็น ตำนานชาวโรอาโน้ก, บ้านผีสิง, เอเลี่ยน เป็นต้น

สำหรับตอนนี้ซีรีส์ American Horror Story มีมาแล้วทั้งหมด 10 ซีซั่น ซึ่งส่วนใหญ่จะได้นักแสดงทีมเดิมมาแสดงนำ ไม่ว่าจะเป็น ซาราห์ พอลสัน (Run) ที่ได้กลายเป็นเจ้าแม่ของซีรีส์ชุดนี้เป็นที่เรียบร้อย, อีแวน ปีเตอร์ (ซีรีส์ WandaVision), เจสสิก้า แลงก์ (Big Fish) และ เทสซา ฟาร์มิก้า (The Nun) โดยหนึ่งในจุดเด่นของซีรีส์ชุดนี้คือความสยองขวัญแบบเฉพาะตัวของ ไรอัน เมอร์ฟี่ ที่เต็มไปด้วยความคลั่ง ตัวละครที่ต่างมีปม มีความไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อพวกเขาต้องมาเจอกันมันเลยกลายเป็นความสนุกแบบที่ไม่เหมือนใคร

สามารถรับชมซีรีส์ American Horror Story ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

2. Love Death & Robots

ผลงานซีรีส์แนวอนิเมชั่น ปรัชญา ไซไฟ ที่ได้ เดวิด ฟินเชอร์ (Gone Girl) และ ทิม มิลเลอร์ มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง รวมถึงกำกับในบางตอน ซึ่งคอนเซปต์ของซีรีส์ชุดนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของ ความรัก ความตาย และหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยี ซึ่งแต่ละตอนจะได้อนิเมเตอร์มากฝีมือจากสตูดิโอต่าง ๆ มาร่วมสร้างสรรค์ โดยจะมีตั้งแต่อนิเมชั่น 2D, 3D ไปจนถึง Motion Capture

โดยตอนนี้ Love Death & Robots ได้มีมาแล้วทั้งหมด 3 ซีซั่น ซึ่งหนึ่งในตอนที่โด่งดังมาก ๆ ของซีซั่นนี้คือตอน Jibaro ที่ได้อนิเมเตอร์เจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง อัลเบอร์ โต มิเอลโก มารับหน้าที่กำกับ ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีการสร้างสรรค์ฉากอนิเมชั่นที่ออกมาสมจริง และยังคงความโหด ดิบ ที่เป็นลายเซ็นของซีรีส์ชุดนี้

ใครที่ชื่นชอบอนิเมชั่นเนื้อหา 18+ และเปี่ยมด้วยความเป็นไซไฟสุดล้ำ ภาพอลังการ สามารถรับชมซีรีส์ Love Death & Robots ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

1.Twilight Zone

ซีรีส์ Anthology แนวไซไฟ ระทึกขวัญในตำนาน ที่เริ่มฉายครั้งแรกตั้งแต่ปี 1959 โดยคอนเซปต์ของซีรีส์คือการพูดถึงเรื่องลี้ลับเช่น โลกคู่ขนาน เอเลี่ยน การเดินทางข้ามเวลา เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่แฟนหนัง แฟนนิยายวิทยาศาสตร์น่าจะชื่นชอบไม่น้อย

โดย Twilight Zone เวอร์ชั่นล่าสุดนั้นก็ได้มือสร้างหนังสยองขวัญอย่าง จอร์แดน พีล (Get Out) มารับหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง และได้ ไซมอน คินเบิร์ก (X-Men: Dark Phoenix) มารับหน้าที่สร้างสรรค์ และอำนวยการสร้าง ซึ่งตัวซีรีส์อาจไม่ได้ดีเท่าเวอร์ชั่นเก่า ๆ แต่ก็นับว่าเป็นหยิบคอนเซปต์เก่า ๆ มาเล่าให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

ใครสนใจสามารถรับชมซีรีส์ Twilight Zone ทั้ง 2 ซีซั่นได้แล้ววันนี้ที่ HBO GO

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

“Love All Play (2022)”

เรื่องราวระหว่างลูกขนไก่กับชีวิตนักกีฬา

                ซีรีส์เกี่ยวกับกีฬาที่น่าสนใจ และกำลังจะเปิดตัวในปี 2022 มีชื่อว่า “Love All Play” เป็นซีรีส์ที่ได้แรงบันดาลใจจากการนำความชอบและกีฬา โดยใช้ “แบดมินตัน” เป็นตัวเชื่อมความรัก ความหลงใหล และนำไปสู่การแข่งขันในฐานะการแข่งขันประเภทคู่ผสม

รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงการกีฬา ความเปลี่ยนแปลง และการมองกีฬาที่เป็นทั้งความฝัน ทั้งธุรกิจอยู่ในตัวของเกาหลีใต้ได้อย่างลงตัว โดยเริ่มออกอากาศตอนแรกวันที่ 27 เมษายน  ผ่านช่อง KBS ของเกาหลีใต้ และยังเล่าเรื่องในช่วงที่เกษียณตัวเองจากการเป็นนักกีฬาด้วย

พล็อตเรื่องนับว่าน่าสนใจ แต่ก็มีการออกอากาศด้วยบรรยายภาษาไทยผ่าน Disney Plus Hotstar สามารถดูเรื่องนี้ได้ถูกลิขสิทธิ์ เนื่อเรื่องที่น่าสนใจกำลังเล่าเรื่องราวของความโรแมนติก ผ่านการเล่นกีฬาที่แสดงถึงความหลงใหล และความรักในกีฬาแบดมินตันของตัวเอกชายและหญิง ซึ่งเป็นกลุ่มผสมที่มีผู้เล่นจากทีมธุรกิจแบดมินตัน โดยพระเอกของเรื่อง “ปาร์คแทจุน”

ผู้ซึ่งหลุดพ้นจากโลกของแบดมินตัน จากการเกษียณตัวเองออกจากการเป็นนักกีฬาอย่างเป็นทางการ เพราะธุรกิจอุปกรณ์แบดมินตันของพ่อแม่ แม้ว่าเขาจะเริ่มมองว่ากีฬาชนิดนี้เป็นผลงาน แต่ความหลงใหลในกีฬาแบดมินตันของเขากลับจุดประกายขึ้นอีกครั้งเนื่องจากความปรารถนาที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้หญิงคนหนึ่ง

“ปาร์คแทยัง” เป็นอดีตนักกีฬาที่มีฝีมือระดับโอลิมปิก ซึ่งเธอมีทักษะที่สูงมากพอสมควร แต่มีเหตุต้องออกจากวงการแบดมินตันด้วยเหตุผลที่รุนแรง เนื่องจากเรื่องอื้อฉาวการติดสินบน จนถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันเป็นเวลา 3 ปี ทำให้เธอกลับมาร่วมทีมของพระเอกอีกครั้งในรอบ 3 ปี เพื่อทำความฝันและสานโอกาสการเป็นนักกีฬาของตนเองอีกครั้ง

แต่การมาในทีมของพระเอกยังเผยให้เห็นนักกีฬาบางคนเกษียณตัวเองทั้งเกิดจากอุบัติเหตุบ้าง เหตุจำเป็นบางอย่างบ้าง แต่ก็ทำให้ทั้งปาร์คแทยัง ได้เจอกับปาร์คแทจุนเพื่อที่จะแข่งขันในฐานะนักกีฬาประเภทคู่ผสม

ซีรีส์เหล่านี้มีอีกชื่อหนึ่งชื่อว่า “Going to You at a Speed of 493 km” สนุกมากและมีความท้าทายต่อการแสดงมากพอสมควร แต่ถ่ายทอดออกมาได้มีความเป็นมืออาชีพเหมือนนักกีฬาจริงๆ

                หากใครชอบความโรแมนติกแต่มีความสมจริง เรื่อง “Love All Play” หรือ “Going to You at a Speed of 493 km” นักแสดงทำการบ้านดีมาก รวมถึงทีมงานจัดว่าจัดหนักกับความหวาน ความโรแมนติกมากเลยทีเดียว โดยผู้กำกับโดย “จูอุง” ซึ่งเป็นผู้กำกับเคยมีผลงานก่อนหน้าจากการกำกับซีรีส์เรื่อง Justice โดยถ่ายทอดออกมา ไม่สมจริงไม่ใช่จูอุงจริงๆ หากใครสนใจอย่าลืมกลับไปดูเรื่องนี้กันนะคะ

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง