Categories
series

รีวิวซีรีส์ The Afterparty

ผลงานซีรีส์สืบสวน คอเมดี้ จาก Apple TV+ ที่ได้ทีมผู้สร้าง และนักแสดงที่การันตีความฮาไม่ว่าจะเป็นการได้ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ มือเขียนบทจาก The Lego Movie และผู้กำกับจากหนัง 21 – 22 Jump Street มารับหน้าที่สร้างสรรค์ซีรีส์ พร้อมนำแสดงโดย เดฟ ฟรังโก้ (The Disaster Artist), แซม ริชาร์ดสัน (ซีรีส์ Ted Lasso), ไอค์ บารินฮอล์ทซ์ (Moxie), เบน ชวาร์ตซ์ (ซีรีส์ Space Force) และทิฟานี่ แฮดดิช (Keanu)

The Afterparty จะว่าด้วยเรื่องราวโศกนาฎกรรมในค่ำคืนหนึ่ง หลังจากที่เพื่อนเก่าจากมหาลัยได้ทำการกลับมารวมตัวกันในรอบ 10 ปี ที่งานเลี้ยงรุ่น ก่อนที่หลังจากนั้นพวกเขาจะไปปาร์ตี้กันต่อที่บ้านสุดหรูของ เอ็กเซเวียร์ (เดฟ ฟรังโก้) ผู้เป็นดาราฮอลีวูดชื่อดัง และป้อปที่สุดในรุ่น

แต่ทว่าในระหว่างปาร์ตี้ก็ได้เกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อเอ็กเซเวียร์ถูกฆาตกรรมโดยการผลักตกตึกของเขา โดยผู้ต้องสงสัยคือกลุ่มอดีตเพื่อนร่วมชั้นของเขาที่ต่างมีอดีตที่ไม่ดีนักกับคนดังผู้นี้ เจ้าหน้าที่นักสืบแดนเนอร์ (ทิฟานี่ แดนเนอร์) เลยต้องรับหน้าที่ในการสืบสวนคดีนี้ด้วยการสอบปากคำเหล่าผู้ต้องสงสัยสำคัญในคดีนี้

ตัวซีรีส์มาพร้อมรูปแบบการเล่าเรื่องแบบเดียวกับที่ ไรอัน จอห์นสัน ใช้ใน Knives Out คือการนำเสนอเรื่องราวอาชญากรรมที่ทำออกมาเบาสมอง มากกว่าที่จะมาในโทนฟิล์มนัวร์ และใช้วิธีการนำเสนอการสืบสวนแบบเดียวกับโคนัน คือการโชว์ความฉลาดของนักสืบ การหาตัวคนร้ายในที่ปิดตาย เป็นต้น

ความโดดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้คือ การนำเสนอแบบราโชมอน ที่จะใช้ความยาวทั้ง 8 EP. เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของแต่ละตัวละคร ขณะเดียวกันก็ตัดสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่ที่ฉีกแนวก็คือแทนที่ซีรีส์จะนำเสนอฉากเดิม ๆ วนไปวนมาที่เพียงเปลี่ยนมุมมองของตัวละคร

แต่ The Afterparty กลับไปไกลกว่านั้น เพราะทั้ง 8 EP. ของซีรีส์มีโทนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยแต่ละ EP. จะเป็นการล้อเลียนหนังประเภทต่าง ๆ ผ่านคาแรคเตอร์ของแต่ละตัวละคร ไม่ว่าจะเป็น โรแมนติก, มิวสิคคัล, แอคชั่น, อนิเมชั่น ไปจนถึงหนังอาชญากรรมฟิล์มนัวร์ ที่เรียกได้ว่านอกจากจะทำให้ความราโชมอน แตกต่างแล้ว ทำให้ตลอด 8 EP. ของซีรีส์ไม่มีตอนไหนที่น่าเบื่อเลย

ไม่ใช่แค่ความฉีกแนวหนังราโชมอนที่ทำออกมาได้ค่อนข้างดีมาก ๆ แต่อีกหนึ่งส่วนที่ The Afterparty ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กันคือการทำให้ทั้ง 8 EP. ดูมีนัยยะ มีความสำคัญต่อเนื้อหาของซีรีส์ โดยเฉพาะการสะท้อนความสัมพันธ์ของเพื่อนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ในเรื่องนี้ค่อนข้างตีความออกมาได้น่าสนใจ และมีบริบทที่สะท้อนสังคมสมัยนี้ได้อย่างสมจริง

แต่กระนั้น ด้วยความที่ซีรีส์ผสมผสานในความเป็นหนังหลากแนว หลากสไตล์ ทำให้พาร์ทสืบสวนของซีรีส์ดูค่อนข้างคร็อปลง ทั้งการสอบปากคำ ที่ทำให้คนดูไม่สามารถโฟกัสที่การหาความจริง แต่เป็นการหันไปเพลิดเพลินกับสไตล์ของตอนนั้น ๆ แต่กระนั้นซีรีส์ก็ยังสามารถคืนฟอร์มได้ในวินาทีท้าย ๆ ในการสามารถเฉลยความจริงออกมาได้ช็อกอารมณ์คนดูไม่น้อย รวมทั้งยังสามารถแสดงความฉลาดของตัวละครออกมาได้อย่างน่าชื่นชม

The Afterparty เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่นำเสนอสไตล์ราโชมอนยุคใหม่ ที่มีความเป็นตัวเอง และมีความร่วมสมัย ใครที่เคยดูหนังอย่าง The Last Duel หรือหนังแนวนี้แล้วรู้สึกว่าฉากซ้ำไปซ้ำมาน่าเบื่อ ซีรีส์เรื่องนี้จะลบทุกคำสบประมาทดังกล่าว และนอกจากความบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ ที่จัดเต็มแล้ว ซีรีส์ก็ยังเอาใจคอซีรีส์สืบสวนด้วยพาร์ทหาความจริง ที่ทำออกมาได้เหนือชั้นไม่แพ้กัน

สามารถรับชมซีรีส์ The Afterparty ได้แล้ววันนี้ที่ Apple TV+

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/BGG2H3DN_II

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

“Love All Play (2022)” เรื่องราวระหว่างลูกขนไก่กับชีวิตนักกีฬา

                ซีรีส์เกี่ยวกับกีฬาที่น่าสนใจ และกำลังจะเปิดตัวในปี 2022 มีชื่อว่า “Love All Play” เป็นซีรีส์ที่ได้แรงบันดาลใจจากการนำความชอบและกีฬา โดยใช้ “แบดมินตัน” เป็นตัวเชื่อมความรัก ความหลงใหล

และนำไปสู่การแข่งขันในฐานะการแข่งขันประเภทคู่ผสม รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงการกีฬา ความเปลี่ยนแปลง และการมองกีฬาที่เป็นทั้งความฝัน ทั้งธุรกิจอยู่ในตัวของเกาหลีใต้ได้อย่างลงตัว โดยเริ่มออกอากาศตอนแรกวันที่ 27 เมษายน  ผ่านช่อง KBS ของเกาหลีใต้ และยังเล่าเรื่องในช่วงที่เกษียณตัวเองจากการเป็นนักกีฬาด้วย

พล็อตเรื่องนับว่าน่าสนใจ แต่ก็มีการออกอากาศด้วยบรรยายภาษาไทยผ่าน Disney Plus Hotstar สามารถดูเรื่องนี้ได้ถูกลิขสิทธิ์ เนื่อเรื่องที่น่าสนใจกำลังเล่าเรื่องราวของความโรแมนติก ผ่านการเล่นกีฬาที่แสดงถึงความหลงใหล และความรักในกีฬาแบดมินตันของตัวเอกชายและหญิง ซึ่งเป็นกลุ่มผสมที่มีผู้เล่นจากทีมธุรกิจแบดมินตัน โดยพระเอกของเรื่อง “ปาร์คแทจุน” ผู้ซึ่งหลุดพ้นจากโลกของแบดมินตัน

จากการเกษียณตัวเองออกจากการเป็นนักกีฬาอย่างเป็นทางการ เพราะธุรกิจอุปกรณ์แบดมินตันของพ่อแม่ แม้ว่าเขาจะเริ่มมองว่ากีฬาชนิดนี้เป็นผลงาน แต่ความหลงใหลในกีฬาแบดมินตันของเขากลับจุดประกายขึ้นอีกครั้งเนื่องจากความปรารถนาที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้หญิงคนหนึ่ง

“ปาร์คแทยัง” เป็นอดีตนักกีฬาที่มีฝีมือระดับโอลิมปิก ซึ่งเธอมีทักษะที่สูงมากพอสมควร แต่มีเหตุต้องออกจากวงการแบดมินตันด้วยเหตุผลที่รุนแรง เนื่องจากเรื่องอื้อฉาวการติดสินบน จนถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันเป็นเวลา 3 ปี ทำให้เธอกลับมาร่วมทีมของพระเอกอีกครั้งในรอบ 3 ปี เพื่อทำความฝันและสานโอกาสการเป็นนักกีฬาของตนเองอีกครั้ง

แต่การมาในทีมของพระเอกยังเผยให้เห็นนักกีฬาบางคนเกษียณตัวเองทั้งเกิดจากอุบัติเหตุบ้าง เหตุจำเป็นบางอย่างบ้าง แต่ก็ทำให้ทั้งปาร์คแทยัง ได้เจอกับปาร์คแทจุนเพื่อที่จะแข่งขันในฐานะนักกีฬาประเภทคู่ผสม

ซีรีส์เหล่านี้มีอีกชื่อหนึ่งชื่อว่า “Going to You at a Speed of 493 km” สนุกมากและมีความท้าทายต่อการแสดงมากพอสมควร แต่ถ่ายทอดออกมาได้มีความเป็นมืออาชีพเหมือนนักกีฬาจริงๆ

                หากใครชอบความโรแมนติกแต่มีความสมจริง เรื่อง “Love All Play” หรือ “Going to You at a Speed of 493 km” นักแสดงทำการบ้านดีมาก รวมถึงทีมงานจัดว่าจัดหนักกับความหวาน ความโรแมนติกมากเลยทีเดียว โดยผู้กำกับโดย “จูอุง” ซึ่งเป็นผู้กำกับเคยมีผลงานก่อนหน้าจากการกำกับซีรีส์เรื่อง Justice โดยถ่ายทอดออกมา ไม่สมจริงไม่ใช่จูอุงจริงๆ หากใครสนใจอย่าลืมกลับไปดูเรื่องนี้กันนะคะ

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Outer Range

ผลงานซีรีส์จาก Amazom Prime ที่เรียกได้ว่าเป็นงานรวมทีมสร้างชั้นคุณภาพ ไม่วาจะเป็น แบรต พิตต์ (Bullet Train) ที่มารับหน้าที่ร่วมอำนวยการสร้าง กับ เอมี่ ไซเมตซ์ (She Die Tomorrow) และได้ ไบรอัน วัตกินส์ มือเขียนบทซีรีส์หน้าใหม่ที่ประเดิมงานนี้เป็นเรื่องแรก พร้อมได้ดาราเบอร์ใหญ่อย่าง จอช โบรลิน (Avengers Endgame) มันรับบทนำ

เนื้อหาของ Outer Range จะว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวชาวไร่ครอบครัวหนึ่ง ที่มี รอยัล (จอช โบรลิน) เป็นหัวหน้าครอบครัว ที่วันหนึ่งเขาดันพบกับหลุมปริศนาอยู่ในบริเวณไร่ของเขา ในขณะเดียวกัน รอยัล ก็ต้องเผชิญกับปัญหาจากการถูก เวยน์ ไทเลอร์สัน (วิล แพตตันพยายามยึดพื้นที่ส่วนหนึ่งของไร่รอยัล ไปเป็นของตน จนนำมาสู่ความขัดแย้งของรุ่นลูกของทั้งสองตระกูล และนำมาสู่การก่ออาชญากรรมที่ไม่มีใครคาดคิด นอกจากนี้ยังมีการปรากฎตัวของ หญิงสาวปริศนานาม ออทั่ม (อิฌมจิน พูดจ์) ที่เก็บงำความลับของทุกคนเอาไว้

จากพลอตเรื่อง และตัวอย่างของซีรีส์ Outer Range อาจไม่ใช่งานซีรีส์กระแสหลักอย่างที่คนส่วนใหญ่นิยม แต่กระนั้นมันก็เป็นซีรีส์ที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน โดยซีรีส์จะเป็นงานตามสไตล์ตะวันตก ที่นำเสนอความสัมพันธ์ของเมืองเล็ก ๆ การเล่าเรื่องของซีรีส์จะหนักไปทางดราม่าที่นำเสนอบริบทความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นครอบครัว

ในช่วงแรกของซีรีส์อาจค่อนข้างเนิบช้าไปบ้าง เพราะซีรีส์จะเล่าเรื่องแบบ Slow Burn ที่ค่อย ๆเชื่อมโยงเหตุการณ์ทีละนิด ในขณะเดียวกันซีรีส์ก็เลือกเก็บงำความลับของหลุมปริศนา และบางพฤติกรรมของตัวละครให้คนดูได้ลุ้น ได้ตีความกันเอาเอง ก่อนที่ความสนุก จะเริ่มเมื่อเริ่มมีการใช้หลุมในการทำสิ่งที่ชั่วร้าย จนนำมาสู่พาร์ทอาชญากรรมสุดเข้มข้น ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นความขัดแย้ง การไล่ล่าหาความจริง ที่มันจะค่อย ๆ เผยด้านมืดของตัวละครออกมา จนนำมาสู่บทสรุปที่ค่อนข้างพีค และหนักหน่วง

นอกจากความสนุก เข้มข้นแล้ว ตัวซีรีส์ยังท้าทายคนดูด้วยนัยยะแฝงต่าง ๆ ที่แฝงมาในซีรีส์ โดยให้คนดูได้ตีความกันเอง นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ซีรีส์ค่อนข้างถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรม และสามารถสะท้อนแง่คิดให้คนดูได้ดีมาก ๆ คือประเด็นครอบครัว ซึ่งตัวซีรีส์พยายามสะท้อนถึงภาพครอบครัวที่กำลังล่มสลายสองครอบครัว ที่มันเริ่มต้นจากปมในอดีต การให้ความรัก การเอาใจใส่ที่ไม่เท่ากัน จนค่อย ๆ กลายเป็นปมในใจ ด้วยประเด็นนี้ทำให้ทุกตัวละครในซีรีส์ล้วนแต่มีมิติ และดูไม่มีใครสมบูรณ์แบบ

การแสดงของทีมนักแสดงนำเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมทุกคน โดยเฉพาะ จอช โบรลิน ที่เป็นคนแบกซีรีส์ไว้ทั้งเรื่อง เราจะได้เห็นบทที่ตึงเครียด และดราม่ามากที่สุดบทหนึ่งของเขา ในขณะที่นักแสดงสมทบอย่าง ลูอิส พูลแมน (Top Gun Maverick) และ ทอม เฟล์พเรย์ (ซีรีส์ Ozark) ก้ต่างช่วยเสริมดราม่าครอบครัวในเรื่องให้หนักหน่วง รุนแรงมากยิ่งขึ้น จนสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูได้ไม่น้อย

โดยรวม Outer Range คืองานซีรีส์เปี่ยมคุณภาพมาก ๆ อีกเรื่องของปีนี้ ซีรีส์ไม่ได้ดูยากมากอย่างที่คิด แม้ว่าจะยังมีความลับมากมายในเรื่องก็ตาม แต่ในแง่ของความน่าติดตามนี่ยังเป็นซีรีส์ที่สนุกทุกตอน และพอให้ได้ลุ้นว่าความลับบางอย่างของเรื่องจะถูกเฉลยในซีซั่นต่อไป

สามารถรับชมซีรีส์ Outer Range ได้แล้ววันนี้ที่ Amazon Prime

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes, IMDB

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์สารคดี Keep Sweet: Pray and Obey

ผลงานซีรีย์สารคดีอาชญากรรมเรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากฆาตกรต่อเนื่อง หรือคดีฆาตกรรม สู่การตีแผ่ประเด็นที่ร่วมสมัยอย่างเรื่องลัทธินอกรีด ที่มีชื่อว่า Fundamentalist ของพระเยซูคริสต์แห่ง Latter Day Saints (FLDS) ที่มีผู้นำที่เชื่อว่าการมีภรรยาหลายคนคือเรื่องที่ดี

โดยสารคดีจะพาเราไปสำรวจตั้งแต่จุดเริ่มต้นของครอบครัว เจฟฟ์ ที่มีผู้นำรุ่นแรกคือ ลูรอน เจฟฟ์ ที่ได้เป็นศาสดาของคริสจักร Fundamentalist ผู้ปลูกฝังให้ผู้หญิงในลัทธิแต่งงานเป็นภรรยาของเขา หลังจากที่ ลูรอน เสียชีวิตลงได้ไม่นาน วอร์เรน ลูกชายของเขาก็รับหน้าที่ศาสดาคนใหม่ ซึ่งในลัทธิก็ได้มีการเพิ่มคงามเข้มงวดด้วยการกีดกันไม่ให้คนที่อยู่ข้างในรับรู้โลกภายนอกทั้งหมด ทำให้เด็ก ๆ ที่เกิดมาในลัทธิไม่มีโอกาสได้เห็นโลกภายนอก รวมทั้งตัว วอร์เรน ก็ยังมีการนำเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไปแต่งงานเป็นภรรยาของตนเอง และเหล่าผู้นำอีกด้วย

ตัวซีรีส์เลือกวิธีการนำเสนอด้วยการสัมภาษณ์คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิดังกล่าวทั้งหมด เริ่มตั้งแต่คนที่อยู่ในลัทธิ เด็กสาวที่เติบโตมาในสถานที่ดังกล่าว ไปจนถึงนักข่าว ที่สืบค้นเรื่องนี้ ทำให้ตัวซีรีส์ค่อนข้างนำเสนอแง่มุมที่หลากหลายครบรส

โดยเนื้อหาหลัก ๆ ซีรีส์จะโฟกัสไปที่ตัวหญิงสาวที่เคยอยู่ในลัทธิ ซึ่งการสัมภาษณ์จะเริ่มตั้งแต่การย้อนไปยังช่วงเวลาที่เธอมีความสนุก และการใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนั้น ก่อนที่พวกเธอจะค่อย ๆ พบกับความผิดปกติมากมาย ที่ทำให้พวกเธอมองที่นี่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งส่วนนี้ซีรีส์สามารถถ่ายทอดบรรยากาศที่กระอักกระอ่วน สะเทือนอารมณ์ได้อย่างถึงอารมณ์ ประกอบกับภาพฟุตเทจของพิธีกรรมอันแปลกประหลาดมากมายที่เพิ่มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตัวซีรีส์จะไม่ได้มีภาพ หรือพูดถึงความรุนแรง โหดเหี้ยม เหมือนซีรีส์อาชญากรรมเรื่องอื่น ๆ แต่ความพิเศษของ Keep Sweet: Pray and Obey คือการให้อรรถรสเดียวกับหนังแนวลัทธิมากมาย ที่ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมอยากลุ้น อยากเอาใจช่วยให้ตัวละครหนีพ้นจากลัทธินี้ แม้ว่าบางช่วงจะรู้สึกว่าเนื้อหาของซีรีส์วนอยู่กับที่ไปบ้าง แต่ก็นับได้ว่าเป็นซีรีส์ที่ตีแผ่วงการลัทธิได้ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่ง

โดยรวม Keep Sweet: Prey and Obey เป็นซีรีส์สารคดีที่เล่าเรื่องออกมาได้สนุก ตื่นเต้นอีกเรื่อง ตัวสารคดีสามารถถ่ายทอดบรรยากาศอันน่าขนลุกของลัทธิได้อย่างเห็นภาพชัดเจน ใครที่ชอบประเด็นเกี่ยวกับลัทธินิกรีด ตีแผ่ด้านมืดของคนเหล่านี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาด

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

แนะนำ 7 ซีรีส์ Anthology เนื้อหาจบในตอน หรือในซีซั่น แนวระทึกขวัญ/สยองขวัญ ที่แฟนซีรีส์ไม่ควรพลาด

ช่วงหลัง ๆ มานี้มักเต็มไปด้วยซีรีส์แนว Anthology หรือซีรีส์ที่เนื้อหาจบในตอน หรือในซีซั่น และหนึ่งใน Genre ที่นิยมมาก ๆ ของซีรีส์แนวนี้คือ ระทึกขวัญ หรือสยองขวัญ ที่ได้ทีมผู้สร้างมากฝีมือไปร่วมงานในแต่ละเรื่อง โพสต์นี้เราเลยรวบรวมซีรีส์ Anthology แนว ระทึกขวัญมาให้ได้ชมกัน เรียกได้ว่าแต่ละเรื่องไม่ธรรมดา แน่นอน

7. Folklore

ผลงานซีรีส์จากเอเชีย ที่เป็นการหยิบนำตำนานเมืองของแต่ละประเทศมานำเสนอเป็นหนังสั้นผ่านวิสัยทัศน์ของผู้กำกับแต่ละประเทศนั้น ๆ โดยจะประกอบไปด้วย อินโดนีเซีย, สิงคโปร์,  ฟิลิปปินส์, ใต้หวัน, มาเลเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และไทย

ความน่าสนใจคือนี่เป็นซีรีส์ที่สามารถสะท้อนภาพความเชื่อ วัฒนธรรมเรื่องวิญญาณของแต่ละประเทศ ซึ่งนอกจากความน่ากลัวที่เราจะได้รับจากหนังสั้นแต่ละเรื่อง ผู้ชมยังจะได้เห็นพิธีกรรม หรือตำนานผีที่อาจไม่เคยได้ยินมาก่อน สำหรับความน่ากลัว ในซีรีส์เรื่องนี้อาจไม่ได้ถึงขั้นสยดสยอง บางตอนอาจหนักไปทางดราม่า และมีเรื่องผี เรื่องวิญญาณเป็นส่วนเสริมให้แก่นของหนัง

ในด้านของไทยเองก็ได้สองผู้กำกับไปร่วมโปรเจกต์นี้ ในซีซั่น 1 คือ เป็นเอก รัตนเรือง (เรื่องตลก69) ที่มากำกับในตอน ปอบ และในซีซั่น 2 คือ โดม-สิทธิศิริ (แสงกระสือ) ที่มากำกับในตอน Broker of Death ซึ่งทั้งสองเรื่องก็สะท้อนความเชื่อเรื่องผี เรื่องวิญญาณ ของไทยในรสชาติที่ต่างกันไป และยังเป็นงานที่โดดเด่นมาก ๆ ของ Folklore ทั้ง 2 ซีซั่น และนอกจาก 2 ผู้กำกับไทยแล้วก็ยังมีผู้กำกับเอเชียมากฝีมือคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น อีริค คู (Be WithMe) และโยโก อันวาร์ (Impetigore) ก็มาร่วมสร้างสรรค์งานให้โปรเจกต์นี้เช่นกัน

สามารถรับชมซีรีส์  Folklore ได้แล้ววันนี้ที่ HBO GO

6. The Terror

งานซีรีส์สยองขวัญที่ได้ ริดลีย์ สก้อต (The Last Battle) มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง โดยมีคอนเซปต์คือการหยิบเรื่องเล่าที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ มานำเสนอในรูปแบบมินิซีรีส์ 10 Ep. ต่อซีซั่น ซึ่งในซีซั่นแรกซีรีส์จะว่าด้วยตำนานของเรือเทอร์เรอร์ เรือสำรวจมหาสมุทรจากทหารอังกฤษ ที่ทำภารกิจค้นหาเส้นทางคาบสมุทรอินเดีย แต่ทว่าเรือต้องติดอยู่ท่ามกลางน้ำแข็งที่ไม่สามารถไปไหนได้ พร้อมทั้งยังต้องเผชิญกับตำนานอาถรรพ์ของ แอนตาร์กติก ส่วนซีรีส์ 2 จะพูดถึงวิญญาอาฆาตของญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จนนำมาสู่เรื่องลี้ลับมากมายที่เกิดขึ้นกับครอบครัวชาวญี่ปุ่น ที่ว่าด้วยความแค้นของวิญญาณหญิงสาวที่หวังล้างแค้นคนที่ทำให้เธอต้องตาย

โดยความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการนำเสนอบริบทประวัติศาสตร์สองยุคสองสมัยได้เป็นอย่างดี งานโปรดักชั้นเรียกได้ว่าจัดเต็มมาก ยิ่งในซีซั่นแรกที่เป็นเรือ Terror เราจะได้เห็นหนังระทึกขวัญสัตว์ประหลาด ที่ทั้งน่ากลัว และตื่นเต้นมาก ๆ ส่วนด้านความสยอง ซีรีส์ทั้งสองซีซั่นสามารถถ่ายทอดความน่ากลัว ทั้งการตายที่สยดสยอง และการสะท้อนจิตใจที่โหดร้ายของมนุษย์ ใครที่ชอบซีรีส์โทนดาร์ก แนะนำว่าไม่ควรพลาด

สามารถรับชมซีรีส์ The Terror ได้แล้ววันนี้ที่ Amazon Prime

5. Black Mirror

ผลงานซีรีส์ไซไฟ Anthology สุดโด่งดังจาก Netflix ซึ่งตัวคอนเซปต์อาจไม่ได้ต่างจาก Love Death & Robots มากนัก เพียงแต่ใน Black Mirror จะเป็นซีรีส์คนแสดง ที่จะมีรูปแบบการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ ซึ่งแต่ละตอนก็จะได้ผู้กำกับหนังชื่อดังที่เราพอคุ้นชื่อมาร่วมงานแต่ละตอน ไม่ว่าจะเป็น โจ ไรท์ (Darkest Hour), โจดี้ ฟอสเตอร์ (Money Monster), เจมส์ วัตส์กิน (The Woman in Black) และ โทบี้ เฮย์นส์ (ซีรีส์ Sherlock)

ซึ่งความน่าสนใจของซีรีส์ Black Mirror คือการที่พลอตของแต่ละเรื่องในซีรีส์มีความโดดเด่นมาก หนังสามารถนำเสนอทั้งความเป็นดิสโทเบียในโลกอนาคต หรือการใช้เทคโนโลยีมาสะท้อนจิตใจของมนุษย์ นอกจากนี้ Black Mirror ก็ยังเคยมีตอนพิเศษที่มีชื่อว่า Bandersnatch ซึ่งเป็นหนังแนว Interactive ที่ให้ผู้ชมเป็นคนเลือกเส้นทางให้ตัวละคร จนนำมาสู่ตอนจบแบบต่าง ๆ ของเรื่อง เรียกได้ว่าเป็นงานที่เจ๋งทั้งพลอต และรูปแบบการนำเสนอโดยแท้จริง

สามารถรับชมซีรีส์ Black Mirror ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

4. American Crime Story

อีกหนึ่งผลงานซีรีส์จาก ไรอัน เมอร์ฟี่ แต่ครั้งนี่คือการหยิบเรื่องราวคดีสุดโด่งดังของอเมริกา มานำเสนอ ซึ่งตอนนี้มีทั้งหมด 3 ซีซั่น โดย ซีซั่น 1 คือการหยิบคดีของ โอเจ ซิมป์สัน นักอเมริกันฟุตบอลที่ต้องสงสัยว่าฆาตกรรมอดีตภรรยามาเล่าผ่านเรื่องราวในศาล ซีซั่นที่ 2 คือการพูดถึงคดรฆาตกรรมนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดัง เวอร์ซาเช่ ที่ถูกเกย์หนุ่มอย่าง แอนดรูว์ คูนาแนน ลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยม และซีซั่นที่ 3 คือการหยิบคดีอื้อฉาวของ บิล คลินตัน ที่ถูกกล่าวหาว่าทำการล่วงละเมิดทางเพศพนักงานหญิงที่ทำงานร่วมกับเขา

แม้จะมาจากทีมผู้สร้างชุดเดียวกัน แต่ American Crime Story กลับต่างจาก American Horror Story โดยสิ้นเชิง ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่จริงจัง โทนเรื่องที่หม่นกว่า และมีการใช้พลังนักแสดงได้อย่างคุ้มค่า โดยเฉพาะ ซาราห์ พอลสัน และ ดาร์เรน คริส สองนักแสดงนำจากซีซั่น 1 และ 2 ที่ต่างคว้ารางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมจากเวที Emmy Awards มาได้

โดยตอนนี้สามารถรับชมซีรีส์ American Crime Story ซีซั่น 1 และ 2 ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

3. American Horror Story

ผลงานซีรีส์ Anthology สุดโด่งดังที่คอหนังสยองขวัญไม่มีใครไม่รู้จัก โดยเป็นผลงานของเจ้าพ่อซีรีส์สุดแมสอย่าง ไรอัน เมอร์ฟี่ (ซีรีส์ Glee) คอนเซปต์ของ American Horror Story คือการหยิบตำนานความสยองในรูปแบบต่าง ๆ มาเลาเป็นเรื่องราวสุดคลั่ง ในแต่ละซีซั่น ไม่ว่าจะเป็น ตำนานชาวโรอาโน้ก, บ้านผีสิง, เอเลี่ยน เป็นต้น

สำหรับตอนนี้ซีรีส์ American Horror Story มีมาแล้วทั้งหมด 10 ซีซั่น ซึ่งส่วนใหญ่จะได้นักแสดงทีมเดิมมาแสดงนำ ไม่ว่าจะเป็น ซาราห์ พอลสัน (Run) ที่ได้กลายเป็นเจ้าแม่ของซีรีส์ชุดนี้เป็นที่เรียบร้อย, อีแวน ปีเตอร์ (ซีรีส์ WandaVision), เจสสิก้า แลงก์ (Big Fish) และ เทสซา ฟาร์มิก้า (The Nun) โดยหนึ่งในจุดเด่นของซีรีส์ชุดนี้คือความสยองขวัญแบบเฉพาะตัวของ ไรอัน เมอร์ฟี่ ที่เต็มไปด้วยความคลั่ง ตัวละครที่ต่างมีปม มีความไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อพวกเขาต้องมาเจอกันมันเลยกลายเป็นความสนุกแบบที่ไม่เหมือนใคร

สามารถรับชมซีรีส์ American Horror Story ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

2. Love Death & Robots

ผลงานซีรีส์แนวอนิเมชั่น ปรัชญา ไซไฟ ที่ได้ เดวิด ฟินเชอร์ (Gone Girl) และ ทิม มิลเลอร์ มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง รวมถึงกำกับในบางตอน ซึ่งคอนเซปต์ของซีรีส์ชุดนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของ ความรัก ความตาย และหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยี ซึ่งแต่ละตอนจะได้อนิเมเตอร์มากฝีมือจากสตูดิโอต่าง ๆ มาร่วมสร้างสรรค์ โดยจะมีตั้งแต่อนิเมชั่น 2D, 3D ไปจนถึง Motion Capture

โดยตอนนี้ Love Death & Robots ได้มีมาแล้วทั้งหมด 3 ซีซั่น ซึ่งหนึ่งในตอนที่โด่งดังมาก ๆ ของซีซั่นนี้คือตอน Jibaro ที่ได้อนิเมเตอร์เจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง อัลเบอร์ โต มิเอลโก มารับหน้าที่กำกับ ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีการสร้างสรรค์ฉากอนิเมชั่นที่ออกมาสมจริง และยังคงความโหด ดิบ ที่เป็นลายเซ็นของซีรีส์ชุดนี้

ใครที่ชื่นชอบอนิเมชั่นเนื้อหา 18+ และเปี่ยมด้วยความเป็นไซไฟสุดล้ำ ภาพอลังการ สามารถรับชมซีรีส์ Love Death & Robots ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

1.Twilight Zone

ซีรีส์ Anthology แนวไซไฟ ระทึกขวัญในตำนาน ที่เริ่มฉายครั้งแรกตั้งแต่ปี 1959 โดยคอนเซปต์ของซีรีส์คือการพูดถึงเรื่องลี้ลับเช่น โลกคู่ขนาน เอเลี่ยน การเดินทางข้ามเวลา เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่แฟนหนัง แฟนนิยายวิทยาศาสตร์น่าจะชื่นชอบไม่น้อย

โดย Twilight Zone เวอร์ชั่นล่าสุดนั้นก็ได้มือสร้างหนังสยองขวัญอย่าง จอร์แดน พีล (Get Out) มารับหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่อง และได้ ไซมอน คินเบิร์ก (X-Men: Dark Phoenix) มารับหน้าที่สร้างสรรค์ และอำนวยการสร้าง ซึ่งตัวซีรีส์อาจไม่ได้ดีเท่าเวอร์ชั่นเก่า ๆ แต่ก็นับว่าเป็นหยิบคอนเซปต์เก่า ๆ มาเล่าให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

ใครสนใจสามารถรับชมซีรีส์ Twilight Zone ทั้ง 2 ซีซั่นได้แล้ววันนี้ที่ HBO GO

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
Uncategorized

รีวิวซีรีส์ Pieces of Her: ซีรีส์อาชญากรรม ระทึกขวัญ

Pieces of Her คือหนึ่งในผลงานซีรีส์ Original Netflix แนวอาชญากรรม ระทึกขวัญ ผลงานการสร้างสรรค์โดย มินคีย์ สไปโร (ซีรีส์ Dead to Me) ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของ เคน สลักเตอร์ พร้อมทั้งยังได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง โทนี่ คอลเลต (Hereditary) มาร่วมแสดงนำ

ซีรีส์จะว่าด้วยเรื่องราวของ แอนดี้ (เบลล่า ฮีตโคต) ตำรวจหญิงฝึกหัด ที่วันหนึ่งเธอได้นัดกินข้าวกลางวันกับ ลอวร่า (โทนี่ คอลเลต) แม่ของเธอ แต่ระหว่างนั้นได้เกิดเหตุการณ์ผู้ร้ายกราดยิงในร้านอาหาร ทำให้ ลอวร่า ต้องปกป้อง แอนดี้ และในระหว่างนั้น ลอวร่าก็ได้พลั้งมือฆ่าฆาตกรจนกลายเป็นข่าวดัง ซึ่งด้วยความเป็นกระแสของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ ลอวร่า กลายเป็นที่สนใจของนักข่าว และคนกลุ่มหนึ่งที่เคยมีอดีตอันเลวร้ายกับเธอก็เตรียมเคลื่อนไหวอีกครั้ง

ด้วยความที่รู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย ลอวร่าเลยให้ แอนดี้หลบหนีไปอยู่ที่อื่น ในระหว่างนั้นเอง แอนดี้ก็ได้สืบหาความจริงเกี่ยวกับแม่ของตัวเอง จนเธอได้พบความจริงสุดช็อคของแม่ตัวเอง ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของกลุ่มคนปริศนา

 Pieces of Her ยังคงเป้นอีกงานแนว Suspense ที่สนุกตามสูตรซีรีส์แนวนี้ของ Netflix ที่มาพร้อมการเปิดเรื่องที่น่าสนใจตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกของเรื่อง ก่อนที่ซีรีส์จะค่อย ๆ พาคนดูดำดิ่งไปกับเรื่องราวร่วมกับตัวละคร โดยตลอดทั้งเรื่องผู้ชมแทบจะคาดเดาอะไรไม่ได้เลยกับซีรีส์เรื่องนี้ โดยเฉพาะปมอดีตของตัว ลอวรา ที่เต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อน และการสับขาหลอกมากมาย

ความสนุกของซีรีส์คือการให้คนดูเพลิดเพลินไปกับการดิ้นรนเอาตัวรอด และการสืบหาความจริงผ่านตัวแอนดี้ ที่เรียกได้ว่ามีครบทุกโมเมนต์ ทั้งสืบสวนที่เข้มข้น ดราม่า ระทึกขวัญ ไปจนโรแมนติก ซึ่งคนดูจะถูกซีรีส์นำทางไปยังเหตุการณ์สุดพีคมากมายแบบที่แทบไม่ทันตั้งตัว ในขณะเดียวกันคนดูก็จะรู้สึกไม่ไว้วางใจแทบทุกตัวละครในซีรีส์เรื่องนี้

อย่างไรก็ตามปัญหาหลัก ๆ ของซีรีส์เรื่องนี้คือการที่ซีรีส์มัวแต่สับขาหลอกคนดู และวางปมมากมายจนเยอะเกินไป ทั้ง ๆ ที่ตัวเนื้อหา ประเด็นของซีรีส์นั้นน่าสนใจมาก ๆ แต่ซีรีส์มัวเสียเวลากับการเล่าเรื่องย้อนไทม์ไลน์ และสลับเส้นเรื่องไปมา จนกว่าเนื้อหาจะเข้าที่เข้าทางก็ปาไปครึ่งเรื่อง โชคดีที่ครึ่งท้ายซีรีส์สามารถดึงอารมณ์คนดูได้อีกครั้งจากฉากดราม่าหนักหน่วง และการเฉลยความจริงที่ทำออกมาได้ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย

หนึ่งในส่วนที่น่าชื่นชมคือการแสดงของ โทนี คอลเลต ที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่แบกหนังเรื่องนี้เอาไว้โดยแท้จริง ในเรื่องนี้เธอได้มอบการแสดงที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง เป็นบทที่มีทั้งความลึกลับของตัวละคร และความดิ้นรนเอาชีวิตรอดของผู้หญิงในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ ซึ่งเธอก็นำเสนอออกมาได้ทรงพลัง ขณะที่ เบลล่า ฮีตโคต (Relic) ก็แสดงบทบาทหญิงสาวที่ต้องหาความจริง ออกมาได้อย่างชวนให้เอาใจช่วยไม่แพ้กัน

Pieces of Her นับว่าเป็นงานซีรีส์ระทึกขวัญ ที่ดูสนุกมาก ๆ เรื่องหนึ่งของ Netflix ที่น่าจะถูกใจใครที่ชอบซีรีส์แนวหักมุม ตัวละครที่ต้องหนีจากอดีตที่เลวร้าย สไตล์แบบ ฮาลาน โคเบน แม้ว่าบทอาจวนอยู่กับที่ค่อนข้างเยอะไปบ้างก็ตาม

สามารถรับชมซีรีส์ Pieces of Her ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB, Rotten Tomatoes

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

“Love All Play (2022)”

เรื่องราวระหว่างลูกขนไก่กับชีวิตนักกีฬา

                ซีรีส์เกี่ยวกับกีฬาที่น่าสนใจ และกำลังจะเปิดตัวในปี 2022 มีชื่อว่า “Love All Play” เป็นซีรีส์ที่ได้แรงบันดาลใจจากการนำความชอบและกีฬา โดยใช้ “แบดมินตัน” เป็นตัวเชื่อมความรัก ความหลงใหล และนำไปสู่การแข่งขันในฐานะการแข่งขันประเภทคู่ผสม

รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงการกีฬา ความเปลี่ยนแปลง และการมองกีฬาที่เป็นทั้งความฝัน ทั้งธุรกิจอยู่ในตัวของเกาหลีใต้ได้อย่างลงตัว โดยเริ่มออกอากาศตอนแรกวันที่ 27 เมษายน  ผ่านช่อง KBS ของเกาหลีใต้ และยังเล่าเรื่องในช่วงที่เกษียณตัวเองจากการเป็นนักกีฬาด้วย

พล็อตเรื่องนับว่าน่าสนใจ แต่ก็มีการออกอากาศด้วยบรรยายภาษาไทยผ่าน Disney Plus Hotstar สามารถดูเรื่องนี้ได้ถูกลิขสิทธิ์ เนื่อเรื่องที่น่าสนใจกำลังเล่าเรื่องราวของความโรแมนติก ผ่านการเล่นกีฬาที่แสดงถึงความหลงใหล และความรักในกีฬาแบดมินตันของตัวเอกชายและหญิง ซึ่งเป็นกลุ่มผสมที่มีผู้เล่นจากทีมธุรกิจแบดมินตัน โดยพระเอกของเรื่อง “ปาร์คแทจุน”

ผู้ซึ่งหลุดพ้นจากโลกของแบดมินตัน จากการเกษียณตัวเองออกจากการเป็นนักกีฬาอย่างเป็นทางการ เพราะธุรกิจอุปกรณ์แบดมินตันของพ่อแม่ แม้ว่าเขาจะเริ่มมองว่ากีฬาชนิดนี้เป็นผลงาน แต่ความหลงใหลในกีฬาแบดมินตันของเขากลับจุดประกายขึ้นอีกครั้งเนื่องจากความปรารถนาที่จะสร้างความประทับใจให้ผู้หญิงคนหนึ่ง

“ปาร์คแทยัง” เป็นอดีตนักกีฬาที่มีฝีมือระดับโอลิมปิก ซึ่งเธอมีทักษะที่สูงมากพอสมควร แต่มีเหตุต้องออกจากวงการแบดมินตันด้วยเหตุผลที่รุนแรง เนื่องจากเรื่องอื้อฉาวการติดสินบน จนถูกตัดสิทธิ์การแข่งขันเป็นเวลา 3 ปี ทำให้เธอกลับมาร่วมทีมของพระเอกอีกครั้งในรอบ 3 ปี เพื่อทำความฝันและสานโอกาสการเป็นนักกีฬาของตนเองอีกครั้ง

แต่การมาในทีมของพระเอกยังเผยให้เห็นนักกีฬาบางคนเกษียณตัวเองทั้งเกิดจากอุบัติเหตุบ้าง เหตุจำเป็นบางอย่างบ้าง แต่ก็ทำให้ทั้งปาร์คแทยัง ได้เจอกับปาร์คแทจุนเพื่อที่จะแข่งขันในฐานะนักกีฬาประเภทคู่ผสม

ซีรีส์เหล่านี้มีอีกชื่อหนึ่งชื่อว่า “Going to You at a Speed of 493 km” สนุกมากและมีความท้าทายต่อการแสดงมากพอสมควร แต่ถ่ายทอดออกมาได้มีความเป็นมืออาชีพเหมือนนักกีฬาจริงๆ

                หากใครชอบความโรแมนติกแต่มีความสมจริง เรื่อง “Love All Play” หรือ “Going to You at a Speed of 493 km” นักแสดงทำการบ้านดีมาก รวมถึงทีมงานจัดว่าจัดหนักกับความหวาน ความโรแมนติกมากเลยทีเดียว โดยผู้กำกับโดย “จูอุง” ซึ่งเป็นผู้กำกับเคยมีผลงานก่อนหน้าจากการกำกับซีรีส์เรื่อง Justice โดยถ่ายทอดออกมา ไม่สมจริงไม่ใช่จูอุงจริงๆ หากใครสนใจอย่าลืมกลับไปดูเรื่องนี้กันนะคะ

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Pachinko

รีวิวซีรีส์ Pachinko: ซีรีส์เกาหลีสะท้อนประวัติศาสตร์ที่มาพร้อมโปรดักชั่นระดับฮอลีวูด สามารถสะท้อนความลำบากของคนเกาหลีในช่วงภายใต้ญี่ปุ่นออกมาได้อย่างถึงอารมณ์ เป็น 8 Ep. ที่มีความสนุกครบทุกรสชาติ

ผลงานซีรีส์เกาหลีเรื่องล่าสุดจาก Apple TV+ ที่ครั้งนี้เป็นการร่วมทุนสร้างของ เกาหลี, ญี่ปุ่น และอเมริกา ตัวซีรีส์เป็นงานดัดแปลงมาจากนิยายของ อีมินจิน โดยได้ ซู ฮิวจ์(ซีรีส์ The Killing) มารับหน้าที่สร้างสรรค์ และได้ จัสติน ชอน (Blue Bayou) และ โคโกนาดะ (After Yang) มารับหน้าที่กำกับ

Pachinko จะเล่าเรื่องราวสองช่วงเวลา ของคนสองรุ่น โดยเส้นเรื่องแรกจะพูดถึงเหตุการณ์ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่เป็นช่วงที่เกาหลีตกอยู่ในอำนาจของญี่ปุ่น ทำให้คนเกาหลีต้องเผชิญกับความลำบาก และโดนดูถูกศักดิ์ศรี ซุนจา (คิมมินฮา) สาวน้อยครอบครัวชาวประมงที่ได้ไปแอบมีสัมพันธ์กับ ฮันซู (ลีมินโฮ) มหาเศรษฐีชาวเกาหลี ที่ไปประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น จนกระทั่งเธอตั้งท้อง และทำให้เธอต้องมาหาชีวิตที่มั่นคงในญี่ปุ่น

เส้นเรื่องที่สองจะพูดถึงช่วงปี 1989 ว่าด้วย โซโลมอน (จินฮา) หลานชายของ ซุนจาในวัยชรา (ยอนยูจุน) ที่กำลังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และอาศัยในญี่ปุ่น แต่ทว่าหนึ่งในโปรเจกต์สำคัญของเขาคือการติดต่อซื้อที่จากบ้านคนเกาหลีให้นายทุน โซโลมิน เลยต้องเลือกที่จะเคารพคนสัญชาติเดียวกัน หรือทำตามคำสั่งนายทุนที่เป็นคนอเมริกา

แม้ว่าด้านพลอตของซีรีส์จะมีความคล้ายกับละครไปบ้าง ที่มักจะพูดเรื่องประเด็นชายเป็นใหญ่ ชนชั้นทางสังคม และมีพื้นหลังคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่กระนั้น Pachinko กลับสามารถนำเสนอพลอตเรื่องแนวเดิม ๆ นี้ให้ออกมาแตกต่าง และยิ่งใหญ่กว่าที่ผ่านมา ด้วยความที่ซีรีส์เลือกจะเล่าแบบซีรีส์ฮอลีวูด ทั้งการออกแบบการสร้าง การตัดต่อ และบท

ตัวซีรีส์เลือกใช้วิธีตัดเหตุการณ์อดีต และปัจจุบันไปมาสลับกัน โดยทุกฉากที่สลับล้วนแต่มีความเกี่ยวเนื่องกันในด้านนัยยะ ส่วนด้านเนื้อหาด้วยความที่เป็นงานสร้างโดยฮอลีวูด นี่จึงไม่ใช่ซีรีส์โรแมนติกจ๋า เหมือนอย่างที่แฟนซีรีส์เกาหลีหวัง แต่ซีรีส์จะมาในโทนดราม่าหนัก ๆ มีการพูดถึงการดิ้นรนต่อสู้ของคนเกาหลีชั้นล่าง ที่ต้องถูกกดทับโดยอำนาจของญี่ปุ่น และพูดถึงประเด็นของครอบครัว

ในแง่ของด้านประวัติศาสตร์ ผู้สร้างสามารถสะท้อนความเจ็บปวด ของชาวเกาหลีในช่วงดังกล่าวออกมาได้อย่างสมจริง แม้ว่าซีรีส์จะไม่ได้เน้นถ่ายทอดความโหดร้ายทารุณ แต่ซีรีส์ได้สะท้อนภาพการเหยียดเชื้อชาติ การปกครองที่ไม่ยุติธรรม ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการเลือกนำเสนอเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านสายตาของ ซุนจา ที่ได้เป็นเสมือนตัวแทนของคนเกาหลีที่จากบ้านมาเพื่อหาความมั่นคงในชีวิต

การแสดงของทีมนักแสดงนำเรียกได้ว่าโดดเด่นน่าจดจำแทบทุกคน โดยเฉพาะ คิมมินฮา ที่ประเดิมงานแสดงซีรีส์เป็นเรื่องแรก แต่ทว่าบทบาทของเธอกลับสามารถแบกเกินครึ่งของซีรีส์ไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เธอสามารถแสดงความน่ารักสดใสของสาววัยรุ่น และถ่ายทอดบทดราม่าออกมาได้ทรงพลัง จนทำให้ตลอด 8 Ep. ของซีรีส์คนดูจะอินไปกับตัวละครนี้ไม่มากก็น้อย ในขณะที่นักแสดงคนอื่น ๆ ต่างก็มอบการแสดงที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้ซีรีส์เรื่องนี้ไม่แพ้กัน

โดยรวม Pachinko นับว่าเป็นอีกซีรีส์เกาหลีรสชาติแปลกใหม่ ที่ทั้งงานโปรดักชั่น และการเล่าเรื่องทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ซีรีส์สามารถสะท้อนประวัติศาสตร์ผ่านมุมมอง และความรู้สึกของตัวละครได้อย่างชวนติดตาม และครบรสที่สุดเรื่องหนึ่ง

สามารถรับชมซีรีส์ Pachinko ได้แล้ววันนี้ที่ Apple TV+

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes, IMDB

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/O1r5XXJOYNA

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์สารคดี Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes

รีวิวซีรีส์สารคดี Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes: อีกสารคดีอาชญากรรมเนื้อหาเข้มข้นจาก Netflix การเล่าเรื่องมีความน่าติดตาม พร้อมจัดเต็มความดาร์คที่สะท้อนทุกด้านของ จอห์น เวยน์ เกซี่ อย่างละเอียดที่สุดเรื่องหนึ่ง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์สารคดี อาชญากรรม จาก Netflix ที่ค้อนข้างเป็นื่สนใจไม่แพ้ Jimmy Savile สำหรับสารคดีชุด Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes ที่เป็นารพูดถึงหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่โด่งดังมาก ๆ ในอเมริกาช่วงยุค70 อย่าง จอห์น เวยน์ เกซี่ หรือที่หลายคนมีภาพจำว่าเขาคือฆาตกรตัวตลก

สารคดีจะเป็นการพูดถึงการสัมภาษณ์เหล่าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ, ทนายความ, ญาติของเหยื่อ, คนที่เคยรอดชีวิตจาก เกซี่ รวมถึงการใส่เทปเสียงการสัมภาษณ์ตัว จอห์น เวย์น เกซี่ ในช่วงก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิต โดยเนื้อหาจะเป็นการพาคนดูย้อนไปยังเหตุการณ์ของคดีทั้งหมด ซึ่งจะใช้คดีที่เป็นตัวเปิดโปงเกซี่อย่าง คดีการหายตัวไปของเด็กหนุ่มนาม โรเบิร์ต บอนนี่ จนนำมาสู่การสงสัยตัว เกซี่ และทำให้เกิดการสืบสวน จนพบเจอความสยดสยองมากมายที่ชายคนนี้ซ่อนเอาไว้

เช่นเดียวกับสารคดีเรื่องอื่น ๆ ตัวสารคดีชุดนี้ทำหน้าที่เป็นการย้อนเหตุการณ์ทั้งหมดของคดี แต่กระนั้นสารคดีชุดนี้ก็ไม่ได้ทำตัวให้เป็นชีวประวัติของเกซี่ จนเกินไป ตัวสารคดีใช้วิธีการเล่าเรื่องแบ่งเป็นสองไทม์ไลน์ คือไทม์ไลน์หลักที่เป็นการพูดถึงคดี โรเบิร์ต บอนนี่ ที่นำมาสู่การเปิดโปงความจริงทั้งหมด และไทม์ไลน์ย้อนอดีต ที่จะพาคนดูย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของคดี รวมถึงตัว เกซี่

ตัวซีรีส์ค่อนข้างเล่าเรื่องออกมาได้สนุก ชวนติดตาม มีพาร์ทสืบสวนที่ชวนลุ้น พาร์ทว่าความในศาลที่เข้มข้น หนึ่งในส่วนที่สารคดีถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ๆ คือการชิงไหวชิงพริบระหว่างเกซี่ และตำรวจ ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง หลายครั้งเนื้อหาค่อนข้างชวนสะเทือนใจ เนื่องจากมีการพูดถึงการลงมือก่อเหตุที่เห็นเป็นภาพชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากการพบศพทั้ง 27 ร่างในบ้านของ เกซี่ ที่หลายฉากแม้จะเบลอภาพเอาไว้ แต่มันก็สร้างความน่าหดหู่ใจให้คนดูได้ไม่น้อย

ในด้านเนื้อหา สารคดีชุดนี้ถือส่าทำออกมาได้ดี เนื้อหามีความกระชับ ไม่เวิ่นเว้อ และทำให้ตลอดความยาวกว่า 3 ชั่วโมงของซีรีส์ ไม่รู้สึกว่านานจนเกินไป ตัวซีรีส์เลือกที่จะไม่โฟกัสกับทุกคดีของ เกซี่ แต่จะสรุปรวมเหตุการณ์ที่พบศพในบ้าน ไปจนถึงการตามหาตัว โรเบิร์ต แทน นั่นทำให้สารคดีดูไม่น่ากลัว หรือโหดร้ายจนเกินไป

นอกจากด้านประเด็นสืบสวน อาชญากรรมที่ทำออกมาได้เข้มข้นมาก ๆ แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สารคดีนี้พูดถึงคือประเด็นของ LGBTQ+ ทีในตอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับในสังคม จนทำให้เขา และเธอเหล่านี้กลายเป็นคนชายขอบที่ถูกสังคมละเลย และกลายเป็นเหยื่อของเกซี่ ในที่สุด ซึ่งในขณะเดียวกันสารคดีก็ได้หยิบประเด็นเรื่องปัญหาชีวิตของเกซี่ ทั้งปมในครอบครัว และเรื่องเพศ มาพูดถึง มาสอดแทรก เพื่อให้คนดูเข้าใจตัวเขามากขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่วนที่น่าเสียดายของสารคดีชุดนี้ คือการที่ถูกขายว่าเป็น Conversation with a Killer แต่เนื้อในของเรื่องกลับมีการหยิบบทสนทนาของตัวฆาตดรออกมาพูดเพียงน้อยนิด แต่แม้ว่าจะน้อย แต่ก็ยังดีที่บทสนทนาที่เลือกมาใช้นั้นมันเต็มไปด้วยความน่าขนลุก น่าสยดสยอง ของความเลือดเย็นที่คน ๆ หนึ่งลงมิอกับผู้คนมากมาย

โดยรวม Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes น่าจะเป็นอีกซีรีส์สารคดีที่ถูกใจคอหนังสืบสวนไม่น้อย สารคดีเล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตาม และไม่น่ากลัวจนเกินไป ใครที่เคยอยากรู้เรื่องของอห์น เวย์น เกซี่ ในเรื่องนี้จะได้รู้จัก และย้อนเหตุการณ์ช่วงที่เกิดเหตุอีกครั้ง แบบครบทุกแง่มุม ทุกอรรถรสที่แฟนสารคดีแนวนี้จะไม่ผิดหวัง

สามารถรับชม Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/vIDbiQB6N28

Categories
series

17 Sai no Teikoku เมื่อปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นโลกทั้งใบ

                จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหุ่นยนต์ AI จะทำให้โลกทั้งใบเปลี่ยนแปลง ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้จัดว่าถ่ายทอดออกมาได้ตรงยุคตรงสมัยอย่างแท้จริง โดยมีชื่อว่า “17 Sai no Teikoku” หรือมีชื่ออังกฤษ “17-Year-Old Empire” เป็นซีรีส์แกะกล่องใหม่รับปี 2022 แต่ในตอนแรกพร้อมฉายในวันที่ 7 พฤษภาคม ทางช่อง NHK แน่นอนว่าตอบโจทย์คนชอบซีรีส์ญี่ปุ่นอย่างมาก ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว และจะออกเป็นยูโทเปียมากกว่า ทำให้ยังพอมีจุดที่เบิกบานใจต่อคนดูได้บ้าง โดยเนื้อเรื่องของซีรีส์ 17 Sai no Teikoku มีความน่าสนใจและเนื้อหาของมันจะอธิบายได้ดังนี้

ในปี 202X ที่ประเทศญี่ปุ่นรู้สึกถึงความซบเซาอย่างรุนแรงและถูกตราหน้าโดยสังคมโลกว่าเป็นประเทศที่ตกต่ำ และมีเป้าหมายต้องการหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่สิ้นสุดนี้ นายกรัฐมนตรี Washida ได้จัดตั้งโครงการทดลอง Utopi-AI ที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นแนวคิดของ UA ผู้นำได้รับการคัดเลือกจากทั่วประเทศโดย AI และสร้างขึ้นเพื่อปกครองเมืองที่เสื่อมโทรม

ว่ากันว่าสาเหตุที่คนหนุ่มสาวไม่สามารถควบคุมการเมืองได้เป็นเพราะขาดประสบการณ์ AI มีข้อมูลจำนวนมหาศาลที่คนๆ หนึ่งไม่สามารถ “สัมผัส” ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง AI สามารถเสริม “ประสบการณ์” จำนวนเท่าใดก็ได้ เสมือนเป็นการพิสูจน์ว่า AI เลือกมากิ อารัน (รับบทโดย คามิโอะ ฟุจุ) วัย 17 ปีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและต้องการสังคมในอุดมคติเป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกคนอื่นๆ เป็นคนหนุ่มสาวทั้งหมดอายุประมาณ 20 ปี ที่เป็นตัวดำเนินเรื่องมากมาย

เนื้อเรื่องค่อนข้างแหวกแนวฉีกขนบธรรมเนียมญี่ปุ่นชัดเจน เพื่อเป็นการตั้งคำถามว่า ถ้าญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะที่มี AI ในโลกนี้ทั้งใบ และเต็มไปด้วยคนที่มีหนุ่มสาวแทบจะทั้งหมด จะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่ามันเสียดสีสังคมและบางอย่างทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แน่นอนว่าเป็นเนื้อเรื่องที่อิงการเมืองเข้ามามากมาย ถ้าขาดประสบการณ์และความเข้าใจใน AI มันก็ส่งผลต่อภาพรวมและองค์ความรู้ในอนาคตอีกด้วย

                17 Sai no Teikoku ยังเป็นซีรีส์ที่ฉีกความเป็นไซไฟ และฉีกความเป็นแนวใสๆ ว่าวัยรุ่นจะต้องเป็นอะไรที่ใสตลอดเวลา แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใสๆ อีกเลย ถ้าวัยรุ่นคือตัวขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นจากสภาพตกต่ำของประเทศเพื่อก้าวสู่ไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต ผู้เขียนบทของซีรีส์เรื่องนี้ ต้องยกนิ้วให้เลยก็คือ “โยชิดะ เรโกะ” เป็นทั้งนักเขียนบทและเป็นผู้ทำอนิเมะชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น K-ON!,Girls und Panzer และ Violet Evergarden ล้วนเป็นเรื่องที่ดังๆ มากและขายดีในญี่ปุ่นทั้งสิ้น

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Invasion: ซีรีส์แนวเอเลี่ยนบุกโลก

รีวิวซีรีส์ Invasion: ซีรีส์แนวเอเลี่ยนบุกโลกจาก Apple TV+ ที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง แม้โปดักชั่นจะดี แต่ซีรีส์กลับเลือกโฟกัสดราม่า มากกว่าแอคชั่น จนซีรีส์ดูจืดชืด และผิดทิศผิดทางกับที่หวังไว้โดยสิ้นเชิง

Invasion คืออีกหนึ่งซีรีส์ฟอร์มยักษ์เมื่อปี 2021 จาก Apple TV+ ที่เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ ไซม่อน คินเบิร์ก (X-Men: Dark Pheonix) ที่มาในแนวซีรีส์เอเลี่ยนบุกโลก ที่น้อยนักจะได้เห็นใน ทีวีซีรีส์ พร้อมได้ทีมนักแสดงดังมาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น แซม นีล (ซีรีส์ Peaky Blinders), โกชิเตห์ ฟาราฮานิ (Extraction), ชาเมียร์ แอนเดอร์สัน (ซีรีส์ Goliath) และ ชิโอริ คัตซึนะ (Deadpool 2)

ซีรีส์จะว่าด้วยเรื่องราวหลากหลายชีวิตผู้คนในแต่ละมุมโลก ที่ต่างต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์ลึกลับ ก่อนที่พวกเขาจะพบว่ามันคือการโจมตีจากเอเลี่ยนนอกโลก โดยเส้นเรื่องในซีรีส์ก็ได้แก่ ทหารอเมริกันหนุ่มที่พบกับเอเลี่ยนระหว่างทำภารกิจในอัฟกานิสถาน และเขาเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น ,เด็ก ๆ นักเรียนชาวอังกฤษที่ประสบอุบัติเหตุระหว่างไปทัศนศึกษา และต้องร่วมกันเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้ ,หญิงสาวสัญชาติอินเดียที่พบว่าสามีของเธอกำลังนอกใจเธอ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้เธอและสามีต้องช่วยกันหนีเอาชีวิตรอด และปกป้องลูก ๆ ของพวกเขา และหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่เป็น LGBTQ+ ที่ได้พบว่าสาวคนรักของตนที่ได้ไปท่องอวกาศได้ถูกโจมตีโดบเอเลี่ย

Invasion คืองานที่ไม่ค่อยพบเจอบ่อยนักสำหรับหนัง หรือซีรีส์แนวภัยพิบัติวันสิ้นโลก แม้ว่าตัวเนื้อหาที่แบ่งเป็นหลายเส้นเรื่อง จะไม่ใช่เรื่องใหม่นัก โดยเฉพาะในหนังของ โรแลน เอเมอริช (Moonfall) ที่พบได้บ่อย ๆ แต่สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นแค่การนำเสนอหลากเส้นเรื่องเท่านั้น แต่มันยังไม่ใช่ซีรีส์ที่เน้นขายฉากเอเลี่ยนถล่มโลกแต่อย่างใด แต่มันคือซีรีส์ที่พูดถึงกลุ่มคนที่ชีวืตมีปัญหา ในยามที่โลกกำลังเกิดภัยพิบัติเสียมากกว่า

ตัวซีรีส์เลือกที่จะแทบไม่นำเสนอบรรยากาศของความวินาศสันตะโร หรือความน่ากลัวของตัวเอเลี่ยนเหมือนแบบที่ซีรีส์เรื่องอื่น ๆ มักทำ แต่ Invasion เลือกที่จะโฟกัสกับพาร์ทดราม่าเล็ก ๆ ของแต่ละเส้นเรื่องแทน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของครอบครัว ความรัก การบูลลี่ ไปจนถึงความขัดแย้งทางเชื้อชาติเป็นต้น หากมองภาพรวมนี่คือซีรีส์ดราม่า ระทึกขวัญ ที่มีหนังเอเลี่ยน หนังภัยพิบัติเป็นพื้นหลังก็ว่าได้

แต่ด้วยความที่ซีรีส์เลือกที่จะฉีกกรอบความเป็นหนังภัยพิบัตินี้เอง ที่มันได้เป็นปัญหาใหญ่สุดของซีรีส์ชุดนี้ เมื่อมันไม่สามารถมอบความบันเทิงได้เท่าที่ควร จุดด้อยที่เห็นชัดคือการที่ซีรีส์ไร้ซึ่งเสน่ห์ของความเป็นหนังเอเลี่ยนบุกโลก ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสร้างสถานการณ์ หรือบรรยากาศต่าง ๆ โดยรอบ มันไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึกถึงการมีตัวตนของเอเลี่ยนในเรื่องนี้ รวมทั้งพาร์ทดราม่าของแต่ละเส้นเรื่อง ที่ค่อนข้างวนอยู่กับที่ จนทำให้ 10 Ep. ของซีรีส์ดูยาวนานจนเกินไป

ส่วนที่พอช่วยประคองให้ซีรีส์ชุดนี้ยังพอไปวัดไปวาได้คืองานโปรดักชั่นที่ดูดี ทั้งการถ่ายภาพ โทนสี และฉากต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้โดดเด่นกว่าซีรีส์ทั่วไป และการแสดงของทีมนักแสดงนำที่พอให้เราอยากเอาใจช่วย อยากติดตามต่อไปจนจบเรื่อง

โดยรวม Invasion คืองานน่าผิดหวังจาก Apple TV+ ซีรีส์มาพร้อมพลอต และงานโปรดักชั่นที่ดี แต่กลับเล่าเรื่องได้ไม่ถึงขั้น เพราะมัวไปเสียเวลากับส่วนที่ไม่จำเป็นจนเกินไป และไม่สามารถขายความเป็นหนังภับพิบัติได้ดีเท่าที่ควร

สามารถรับชมซีรีส์ Invasion ได้แล้ววันนี้ที่ Apple TV+

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/DlaHxL3mHAU

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

DCU (2022) ซีรีส์ญี่ปุ่นสุดระทึกกับเรื่องของทีมช่วยชีวิต

                อีกซีรีส์ญี่ปุ่นที่เข้มข้นไม่แพ้ซีรีส์เกาหลีเลยซึ่งจะต้องมีซีรีส์ DCU ซึ่งเนื้อหาของซีรีส์นี้มีความฉีกแนวจากความเป็นญี่ปุ่นค่อนข้างมาก โดยจะเพิ่มความระทึกคล้ายๆ ซีรีส์อเมริกันอย่าง CSI จึงเป็นอีกซีรีส์ที่ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบอย่างมากตั้งแต่เปิดตัวมา เรียกได้ว่าเปิดตัวมานักแสดงล้วนฝีมือดีเยี่ยมมาประชันบทบาทกัน พร้อมกับการถ่ายทอด การเปิดตัวเรื่องราวเกี่ยวกับทีมช่วยชีวิตที่ต้องอยู่ในการสืบสวนสอบสวนกับคดีแต่ละคดี เพื่อไขคดีให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังได้เห็นนักแสดงสวมชุดประดาน้ำพร้อมถ่ายทำกลางทะเลของจริงอีกด้วย ปังแค่ไหนถามใจดู

DCU (2022)

                Niina Masayoshi ลีดเดอร์ของหน่วย DCU กลุ่มนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่โดย Japan Coast Guard และย่อมาจาก Deep Crime Unit ภารกิจของพวกเขาคือค้นหาหลักฐานและศพที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำ รวมถึงคดีสะเทือนขวัญต่างๆ ทางทะเล ซึ่งมีความสำคัญต่อการแก้ไขคดีอาญาต่างๆ ซึ่ง Niina Masayoshi ไม่เคยยอมแพ้ในการสืบสวนความจริง จึงให้ทีมของเขาร่วมการไขคดี และความท้าทายของทะเลที่ซ่อนเรื่องราวให้ค้นหาอีกมากมาย

DCU (2022)

                อย่างไรก็ตามไม่สามารถสปอยได้ เพราะกลัวจะไม่สนุก 55555 แต่จริงๆ แล้วยังไม่สามารถสรุปได้เลยเพราะเพิ่งมีไม่กี่ตอน ซึ่งฉายทางช่อง TBS ของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเนื้อหาของมันได้รับการตอบรับดีเยี่ยม หลายคนให้เหตุผลว่ามันคือซีรีส์ที่น่าจับตามอง เพราะสาวกซีรีส์ญี่ปุ่นต่างรู้สึกจริงๆ ว่าเรื่องนี้จะฮิตในญี่ปุ่น

พวกเขาเชื่อว่าเรื่อง DCU จะได้เรตติ้งสูงและทุกอย่าง ตั้งตารอละครเรื่องนี้มาก และการถ่ายทอดเนื้อหามีความกระชับ สมกับการเป็นซีรีส์ระทึกขวัญต้อนรับศักราชใหม่ก็ว่าได้ นอกจากจะฉีกความเป็นสายแบ๊วเหมือนมังงะที่เคยเห็นทั่วไปนั้น แต่พอ DCU มา ฉีกกฎของความเป็นซีรีส์ญี่ปุ่นไปจนหมดสิ้น คนที่เล่นเป็น Masayoshi เป็นบทที่ส่งนักแสดงอย่างมาก เพราะต้องเล่นเป็นคนขรึมๆ พูดน้อยต่อยหนัก และใครๆ ก็ต้องเกรงขามในหัวหน้าของหน่วยเลยทีเดียวล่ะ

DCU (2022)

                สมาชิกที่อยู่ในทีมมีครบทุกช่วงวัยจริงๆ เหมือนพระเอกในเรื่องที่เป็นหัวหน้าน่าจะอาวุโสที่สุด ถ้าคนไทยสนใจสามารถติดตามได้ที่เว็บ Dramacool เพราะเริ่มฉายมาได้ 2 ตอนแล้ว หากใครอยู่ในญี่ปุ่นเปิดดูที่ช่อง TBS ได้เลย การถ่ายทอดของนักแสดงทำออกมาได้ดีเยี่ยม สมบทบาทที่ได้รับ และทำให้การดูซีรีส์ญี่ปุ่นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แล้วคุณจะไม่สามารถจำภาพสายแบ๊ว สายคาวาอิจากแดนปลาดิบเลย หากคุณได้ดูซีรีส์เรื่องนี้

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Archive 81:ซีรีส์สยองขวัญ

รีวิวซีรีส์ Archive 81:ซีรีส์สยองขวัญ จากการอำนวยการสร้างของ เจมส์ วาน ที่ยังมาพร้อมความสยองที่ไม่เหมือนใคร มีการดำเนินเรื่องที่ชวนติดตาม คาดเดาไม่ได้

ผลงานซีรีส์สยองขวัญ/ระทึกขวัญ เรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่ได้เจ้าพ่อหนังสยองขวัญอย่าง เจมส์ วาน (The Conjuring, Malignant) มารับหน้าที่ร่วมอำนวยการสร้าง พร้อมได้ รีเบคก้า ซอนเนลสัน (ซีรีส์ The Boys) มารับหน้าที่โชว์รันเนอร์

รีวิวซีรีส์ Archive 81

Archive 81 จะว่าด้วยเรื่องราวของ แดน (มาโมดูว อาธี่) คนดูแลรักษาเทปวีดีทัศน์ ชนิดต่าง ๆ ที่วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อจาก เวอร์จิล (มาร์ติน โดโนแวน) มหาเศรษฐี ที่ได้ว่าจ้างให้เขาทำงานซ่อมวีดีโอเทปชุดหนึ่งที่เก็บมาได้จากซากตึกที่โดนไฟไหม้เมื่อปี 1994 ในระหว่างที่ แดน ทำการซ่อมเทปเขาก็ได้พบว่าเทปวีดีโอชุดนี้ได้มีเงื่อนงำบางอย่างที่โยงไปถึงพ่อของเขา พร้อมทั้งยังพบว่าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเทปนั้นเกี่ยวข้องกับลัทธิบางอย่าง ที่มันได้นำพาให้แดน ต้องพบเจอกับเรื่องลี้ลับ เหนือธรรมชาติ

รีวิวซีรีส์ Archive 81

ความน่าสนใจของ Archive 81 คือการเล่นกับความสยองในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่ผีสาง หรือความสยดสยองตามที่คุ้นเคย ตัวซีรีส์ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบหนังสืบสวน ที่ค่อย ๆ เผยความจริงทีละนิด ๆ โดยใช้เทปวีดีโอเป็นตัวบอกใบ้ ความน่ากลัว ความระทึกของซีรีส์อาจไม่ได้มากจากแค่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่คือจิตใจอันดำมืด และลึกลับของตัวละคร ที่ยากจะคาดเดา โดยเรื่องนี้ยังเป็นอีกครั้งที่ Netflix นำพลอตเกี่ยวกับลัทธิมาเล่น และมันก็ยังคงสร้างความน่าขนลุกได้อย่างดีเยี่ยม

รีวิวซีรีส์ Archive 81

นอกจากการนำเสนอความสยอง ความระทึกที่ไม่ซ้ำใครแล้ว Archive 81 ยังมาพร้อมการดำเนินเรื่องที่สนุก ชวนติดตาม ด้วยการนำเสนอเหตุการณ์เป็นสองเส้นเรื่อง คือเส้นเรื่องปัจจุบัน และเส้นเรื่องในอดีตที่เป็นเหตุการณ์ในเทป ซึ่งทีมผู้สร้างได้หาวิธีในการเชื่อมเส้นเรื่องออกมาได้อย่างน่าสนใจ และชวนให้คนดูอยากคลิกตอนต่อไปเพื่อค้นหาความจริงร่วมกับตัวละคร ก่อนที่ซีรีส์จะมอบเซอร์ไพรส์ในช่วงท้ายที่เกินคาดเดา

รีวิวซีรีส์ Archive 81

นอกจากวิธีการดำเนินเรื่องที่ทำออกมาได้ชวนติดตามแล้ว อีกส่วนที่น่าชื่นชมของ Archive 81 คือการใช้กิมมิคของตัวเองมานำเสนอได้อย่างสร้างสรรค์ โดยตัวซีรีส์ได้ใช้ประโยชน์จากความเป็นวีดีโอเทปอนาล็อก มาใส่ในฉากเปิดเรื่อง ที่แต่ละตอนจะมีฉากเปิดเป็นฟุตเทจล้อเลียนหนัง โฆษณา และสื่อต่าง ๆ ในช่วงยุค 1920-1990 หากใครที่เติบโตมากับสื่อเหล่านี้น่าจะได้รำลึกถึงความทรงจำเก่า ๆ อีกครั้ง

รีวิวซีรีส์ Archive 81

โดยรวม Archive 81 นับว่าเป็นอีกซีรีส์สนุก ๆ รับต้นปี 2022 ของ Netflix ที่ไม่ควรพลาด ซีรีส์มาพร้อมการดำเนินเรื่องที่สนุก ชวนติดตาม และมาพร้อมรูปแบบความสยองที่ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ซีรีส์ยังปูทางไปสู่ซีซั่น 2 ได้อย่างชวนติดตาม ใครที่เป็นสายซีรีส์ระทึกขวัญ/สยองขวัญไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

สามารถรับชม Archive 81 ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/ibxKEqxARkE

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
Uncategorized

รีวิวอนิเมะ Blue Period: อนิเมะที่หยิบเรื่องศิลปะมาเล่า

รีวิวอนิเมะ Blue Period: อนิเมะที่หยิบเรื่องศิลปะมาเล่า ให้ออกมาดูสนุก และเข้าถึงง่ายกว่าที่คิด พร้อมสะท้อนชีวิตการแข่งขันของเด็กม.ปลาย ออกมาได้อย่างสมจริง และชวนติดตามBlue Period คือผลงานซีรีส์อนิเมะจาก Netflix ที่ดัดแปลงมาจากมังงะของ ทสึบาซะ ยามากุชิ โดยความพิเศษของอนิเมะเรื่องนี้คือมันไม่ได้มาในแนวกระแสหลักเหมือนงานของ โชเนนจัมป์ หรืออนิเมะแนวตลกเบาสมอง แต่มันคืออนิเมะแนวดราม่าที่พูดถึงศิลปะเป็นหลัก

รีวิวอนิเมะ Blue Period

เรื่องราวในแนิเมะจะพูดถึง ยาโทระ ยากุชิ เด็กหนุ่ม ม.5 ผู้แทบจะธรรมดาในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเรียนที่ถือว่าเป็นคนเรียนเก่งระดับหนึ่ง รวมถึงการเข้าสังคมแก๊งเพื่อนที่เขาก็ไม่ได้โดดเด่นกว่าคนอื่น แต่จนกระทั่งวันหนึ่ง ยาโทระ ได้เข้าไปในห้องชมรมศิลปะหลังเลิกเรียนเข้า ที่นั่นเขาได้พบกับภาพวาดที่ได้สะกดสายตาเขา จากนั้น ยาโทระ ก็ได้ถูกชักชวนโดยอาจารย์หัวหน้าชมรม จนทำให้เขาได้พบกับสิ่งที่ตนเองถนัดจากนั้นยาโทระก็ต้องพยายามฝึกวาดภาพอย่างหนัก เพื่อหาทางเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะชื่อดังให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลองงานศิลปะหลายรูปแบบ การเช้าติวศิลปะ จนทำให้เขาได้พบกับเด็กศิลปะมากมาย

รีวิวอนิเมะ Blue Period

Blue Period เป็นอนิเมะ ที่เรียกได้ว่ามีความเฉพาะตัวมากกว่าเรื่องอื่น ๆ อยู่พอสมควร เพราะแทนที่เนื้อหาจะพูดถึงตัวละครที่เป็น Loser หรือตัวละครเอกที่มีความพิเศษเหนือคนอื่น แต่ในเรื่องนี้กลับมีพระเอกเป็นคนที่สุดแสนจะธรรมดา ที่มีเพียงอุดมการณ์ และความตั้งใจเท่านั้นที่โดดเด่นกว่าคนอื่น

รีวิวอนิเมะ Blue Period

ตัวอนิเมะได้เหมือนพาคนดูย้อนเวลากลับไปยังสมัยสอบเอนทรานซ์ เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลับอีกครั้ง ด้วยการที่เนื้อหาในช่วงต้นเรื่องคือการพูดถึงการพยาสามสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้สร้างตัวละครเหล่าเด็กอยากเข้าม.ศิลปะ ในรูปแบบต่าง ๆ  ที่เป็นเหมือนภาพสะท้อนระบบการศึกษาเด็กศิลปะของญี่ปุ่นโดยแท้จริง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นซีรีส์ที่โฟกัสเรื่องของเด็กที่เตรียมสอบ แต่ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวอนิเมะเรื่องนี้ก็ใส่เหตุการณ์, เรื่องราวมากมายมาให้ได้ลุ้น ได้ติดตามแบบไม่มีพัก

นอกจากการพาคนดูไปตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่อนิเมะเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมาก ๆ เลยคือการพาคนดูทั่วไป ที่ไม่รู้เรื่องศิลปะ มาทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ทั้งในฐานะผู้เสพงาน และเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน ที่เราจะได้เข้าใจถึงแก่น และความหมายของงานศิลปะต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บทบาทของงานศิลปะในเรื่องก็ยังเป็นตัวสะท้อนความรู้สึกของตัวละได้เป็นอย่างดี

รีวิวอนิเมะ Blue Period

ไม่ใช่แค่ความบันเทิงแบบอนิเมะทั่วไปเท่านั้น แต่ Blue Period ยังเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงระบบการศึกษาของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ไปจนถึงการค้นหาตัวเองของวัยรุ่นระหว่างการตามหาความฝัน และการสร้างตัวตน ซึ่งประเด็นเหล่านี้อนิเมะได้ใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องได้อย่างทรงพลังกว่าที่คิดไว้มาก

โดยรวม Blue Period คืออีกหนึ่งงานซีรีส์อนิเมะน้ำดี ที่นานทีจะมีให้ชม เป็นอนิเมะที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แม้แต่คนที่ไม่อินศิลปะก็สามารถสนุกไปกับมันได้ ประเด็นการค้นหาตัวตน อนิเมะเรื่องถ่ายทอดออกมาได้ดีเกินคาด เหมาะอย่างยิ่งกับใครที่กำลังสอบเอนทรานซ์ หรือกำลังค้นหาสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันอยากจะเป็น

สามารถรับชมซีรีส์ Blue Period ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB

รีวิวอนิเมะ Blue Period: อนิเมะที่หยิบเรื่องศิลปะมาเล่า

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/IoE7Z3FKRQ0

Categories
series

Rainbow Prince (2022)

Rainbow Prince (2022) ซีรีส์เปิดโลกของชายรักชายจากฟิลิปปินส์

                เรียกได้ว่าเป็นยุคทองของซีรีส์ฟิลิปปินส์อย่างมากที่นำเสนอเกี่ยวกับความรักของ LGBTQ ซึ่งเห็นได้ว่าจากกฎศาสนาและปัญหาที่รัฐบาลต่อต้าน กลับสวนทางต่อความนิยมของซีรีส์ฟิลิปปินส์อย่างไม่น่าเชื่อ จะเห็นได้ว่าซีรีส์ที่ยอดนิยมในยุคนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเนื้อหาเกี่ยวกับ LGBTQ กลับตอบโจทย์กลุ่มคนดูอย่างมาก แม้แต่ Rainbow Prince (2022) เปิดกว้างทั้งความหลากหลายในมุมมองความรัก และไม่มีนิยามคำว่าเพศผ่านบทละครเพลงที่ไม่ซ้ำใคร และไม่มีใครเหมือนได้ในโลกนี้อีกด้วย เนื้อหาของเรื่องจะเป็นยังไง ไปตามกันเถอะ

Rainbow Prince (2022)

                Rainbow Prince เป็นละครเพลงซีรีส์รักชาย (BL) ของฟิลิปปินส์ (หรือที่เขาเรียกกันสั้นๆ ว่า “ปินอย”) เป็นเรื่องราวของ Prince Zeyn หรือเจ้าชายเซย์น เจ้าชายหนุ่มผู้กล้าหาญ ผู้ถูกกำหนดให้ไปสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยการผจญภัย การค้นหาจิตวิญญาณ และความรักที่แท้จริง การเดินทางของเขานำไปสู่ช่วงเวลามหัศจรรย์ ความสัมพันธ์ใหม่ และการตัดสินใจที่ท้าทายที่สุดในชีวิต การตัดสินใจของหัวใจที่มีต่อหน้าที่ของเขาในฐานะราชาแห่งเซอร์บาเนียในอนาคต

Rainbow Prince (2022)

เจ้าชายเซย์นเหมือนแบกความหวังทุกอย่าง ต้องแยกความเป็นจริงของเขาออกจากจินตนาการที่เต็มไปด้วยสายรุ้ง ซึ่งต้องกลับมาโฟกัสในฐานะราชบัลลังก์ว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ความรับผิดชอบของเขาในการปกครองประเทศหรือความต้องการของหัวใจที่แท้จริงของเขา? เขาสามารถหาจุดกึ่งกลางหรือถูกบังคับให้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายได้หรือไม่?

ชีวิตของเจ้าชายเซย์นเปลี่ยนแปลงไปเมื่อ “ไมกี้” ชายหนุ่มอีกคนที่เข้ามาในชีวิต ทำให้เจ้าชายต้องกลับมาทบทวนตนเอง เพราะการมีไมกี้ก็เป็นอะไรที่ดีต่อใจ เป็นเรื่องราวที่มีความสุขของเจ้าชายที่มี ก็ไม่อยากเสียมันไปในชีวิตเลยสักครั้งเดียว

                แค่เรื่องราวนี้มันนึกถึงเจ้าหญิงและเจ้าชายตามซีรีส์ทั่วๆ ไปที่มีฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตทั้งในเรื่องฐานันดร ความแตกต่างทางชนชั้น แต่นี่ออกแนวฝ่าฟันทั้งฐานันดร ค่านิยมเรื่องเพศ ความแตกต่างทางชนชั้น และความรักที่ไม่มีข้อจำกัดทางเพศ ทำมาได้ตอบโจทย์กับยุคปัจจุบันอย่างมาก แน่นอนว่าถ้าได้ออกอากาศนั้น…กระแสต้องตอบรับในด้านบวก

Rainbow Prince (2022)

                เนื้อหาของซีรีส์จัดว่าน่าสนใจแล้ว การมีบทละครพูดแบบเพลงน่าติดตามอย่างมาก เพราะฟิลิปปินส์มีชื่อเสียงในการร้องเพลงอย่างมาก จะเห็นได้ว่าคนที่ร้องเพลงเพราะๆ ปังๆ โดนๆ นั้น มักจะมาจากฝั่งฟิลิปปินส์เสมอ และออกสู่สากลเยอะมากจนคว้ารางวัลมากมาย การนำมาถ่ายทอดผ่านซีรีส์เรื่องนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ ซึ่งทำให้การดูซีรีส์แนว BL ไม่มีวันเบื่อเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้ามีช่องออกอากาศอย่าลืมฝากบอกพวกเราด้วยนะคะ

Rainbow Prince (2022) ซีรีส์เปิดโลกของชายรักชายจากฟิลิปปินส์

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

Kissable Lips (2022) ซีรีส์วายเนื้อหาดี

Kissable Lips (2022) ซีรีส์วายเนื้อหาดี แถมได้มิติมากกว่าความจิ้นจิกหมอน

Kissable-Lips
Kissable-Lips

โดยปกติแล้วซีรีส์วาย ตัวละครมักจะเป็นกลุ่มเดียวกัน แทบจะทุกเรื่องที่เป็นซีรีส์ที่ตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น และเน้นความจิ้นจิกหมอน และอยากให้ลงเอยกันและกันมากกว่า ในขณะเดียวกันซีรีส์เรื่อง Kissable Lips ก็เป็นอีกเรื่องที่ปฏัวัติซีรีส์วายไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับแวมไพร์กับมนุษย์ ซึ่งเนื้อเรื่องก็น่าติดตามแล้ว และละมุนพอๆ กับภาพยนตร์เรื่อง Twilight มากๆ เลยทีเดียว จะเป็นยังไงบ้างไปดูกันเถอะ

Kissable-Lips2
Kissable-Lips2

ซีรีส์เรื่อง Kissable Lips ฉายทาง bilibili โดยหลายคนต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าน่าดูมาก มีความละมุนเหมือนซีรีส์ชายหญิงมากกว่าที่คิด แถมมีปมบางอย่างน่าติดตาม ระทึกไปในตัว การดำเนินเรื่องราวเป็นไปด้วยความกระชับ เข้าใจง่าย สื่อสารออกมาได้ชัดเจน ซึ่งเรื่องมันเกี่ยวข้องในวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้

เป็นจุดเริ่มต้นความรักอันแสนหวานในวิทยาเขตที่พวกเขาเรียนระหว่างจุนโฮ แวมไพร์ผู้เดินไปตามเส้นทางแห่งการสูญพันธุ์ เอาง่ายๆ เลยคือจะสลายตัวเองภายใน 10 ปี และมินฮยอน มนุษย์ที่มีเลือดบริสุทธิ์ ที่บรรดานักพายทั้งหลายต่างเรียกว่า “ไอ้ต้าวมินฮยอน” อีกด้วย แต่ความน่าสงสารไม่ได้มีแค่นั้น จุนโฮเป็นแวมไพร์ที่กำลังจะตาย จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอด และไม่ยอมเป็นไปเหมือนเผ่าพันธุ์ของตนเอง โดยเขาจะต้องดื่มเลือดบริสุทธิ์และกลายเป็นมนุษย์ก่อนที่ตนจะไม่มีโอกาส

Kissable-Lips4
Kissable-Lips4

วันหนึ่ง…ในขณะที่จุนโฮ หรือ “คุณแวมไพร์” ค้นหา ตามหาใครสักคนที่มีเลือดบริสุทธิ์นี้ เขาได้พบกับมินฮยอน มนุษย์ที่มีเลือดบริสุทธิ์ แต่แวมไพร์อีกคนหนึ่งชื่อแฮซู ผู้รู้เกี่ยวกับความบอบช้ำในอดีตของจุนโฮ ทำให้มินฮยอนและจุนโฮหลุดออกจากปากถึงความในใจออกมาและการเดินทางของหัวใจเริ่มต้นขึ้นบนความแตกต่าง และ “คุณแวมไพร์” ดั๊นแพ้ทางคนซื่อๆ อย่างมินฮยอนไปได้ การใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดาของจุนโฮและปกป้องมินฮยอน จุนโฮจะต้องเผชิญกับอะไร? แถมทำคนดูฟินจิกหมอน และระทึกตามๆ กัน จนเป็นอีกเรื่องที่น่าดูมากในปี 2022

Kissable-Lips3
Kissable-Lips3

ต้องบอกก่อนว่าแค่แคสติ้งนักแสดงก็ผ่านแล้ว โดยเฉพาะมินฮยอน ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นคนซื่อๆ ไม่มีพิษมีภัย แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนกำลังถูกแวมไพร์เล็งเพื่อเอาเลือดบริสุทธิ์จากตนอยู่ แต่จุนโฮหรือคุณแวมไพร์นี่เหมือนจะรุกแรงยิ่งกว่าใคร จ้องหน้าราวกับหมาป่าจะกินลูกแกะก็ไม่ปาน แถมการวางตัวให้กลมกลืนก็ทำเอาหัวเราะมากกว่าที่จะน่ากลัวเสียอีก ถ้าใครสนใจสามารถติดตามเรื่องนี้ได้เลย เพราะฉายมาได้ไม่กี่ตอนนี้เอง

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Kissable Lips (2022) ซีรีส์วายเนื้อหาดี

Categories
series

ตัวอย่างแรกซีรีส์ Moon Knight

ออสการ์ ไอแซค เป็นฮีโร่หลากบุคลิกในตัวอย่างแรกซีรีส์ Moon Knight

ปล่อยออกแล้วสำหรับตัวอย่างแรกจาก Moon Knight ซีรีส์เรื่องแรกของปี 2022 จาก MCU หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปล่อยทีเซอร์เรียกน้ำย่อยออกมา ซึ่งนอกจากปล่อยตัวอย่างแล้ว Marvel ยังประกาศวันฉาย โดยเตรียมออนแอร์ให้ได้ชมกันในวันที่ 30 มีนาคมนี้ที่ Disney+

โดย MoonKnight เป็นซีรีส์ฮีโร่สายดาร์ค ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ มาร์ค สเปคเตอร์ (ออสการ์ ไอแซค) ทหารรับจ้างที่ได้รับพลังวิเศษจากเทพเจ้าคนสุดท้ายหรือเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ของอียิปต์ หลังจากนั้น สเปคเตอร์ก็เริ่มมีอาการแปลก ๆ เหมือนว่าเขามีหลายบุคลิกในร่างเดียว

และในช่วงเวลากลางคืนเขาจะกลายร่างเป็นฮีโร่ร่างสีเทา ออกไล่ล่าผู้คน และนอกจาก ไอแซค ที่มารับบท MoonKnight แล้ว ซีรีส์ยังได้ อีธาน ฮอว์ค (Before Sunset) มารับบทเป็น วายร้ายหลักของเรื่องอีกด้วย

ไอแซค-ที่มารับบท-MoonKnight
ไอแซค-ที่มารับบท-MoonKnightเป็นซีรีส์จาก Disney

ความน่าสนใจของ MoonKnight คือนี่เป็นการเปิดตัวฮีโร่ Marvel ตัวใหม่ผ่านรูปแบบของซีรีส์ครั้งแรก พร้อมทั้งยังมาในสไตล์ของแอนติฮีโร่ แบบเดียวกับ Venom ซึ่งเรื่องนี้ ออสการ์ ไอแซค ก็ต้องรับบทคนหลายบุคลิก ที่เราคาดเดาไม่ได้เลยว่าเขาจะมีกี่คาแรคเตอร์ในร่างเดียว

ส่วนฉากแปลงร่างในตัวอย่างแรกอาจยังไม่ได้เผยโฉมให้เห็นมากนัก ซึ่งก็ต้องรอดูกันในตัวอย่างสุดท้าย หรือในซีรีส์เต็ม ๆ เลย ส่วนบท อีธาน ฮอว์ค ก็มาให้เห็นเล็กน้อยในบทผู้นำลัทธิปริศนา ที่ยังคาดเดาไม่ได้ว่าความสามารถของเขาคืออะไร

อีธาน-ฮอว์ค-Before-Sunset-มารับบทเป็น-วายร้ายหลักของเรื่องอีกด้วย
อีธาน-ฮอว์ค มารับบทเป็น-วายร้ายหลักของเรื่อง

ตัวซีรีส์ได้ เจเรมี สเลเตอร์ (ซีรีส์ The Exorcist) รับหน้าที่โชว์รันเนอร์ นำทีมกำกับโดย จัสติน เบนสัน (Archive81), แอร่อน มัวร์เฮด (Sychronic) และ ผู้กำกับชาวอียิปต์ โมฮาหมัด เดียบ มารับหน้าที่กำกับทั้ง 6 Ep. พร้อมร่วมด้วย จอร์จ คลูนีย์ (The Midnight Sky)

ส่วนนักแสดงนอกจากจะได้ ไอแซค และ ฮอว์ค มารับบทนำแล้ว ยังสมทบด้วย กัสปาร์ด อุลลิแอร์ (Hannibal Rising) และ เมย์ คารามาวี่ (ซีรีส์ Brave)

นอกจากMoonKnightแล้ว ในปี 2022 นี้ MCU ยังมีซีรีส์ฮีโร่เตรียมให้ได้ชมอีกหลายเรื่อง และส่วนใหญ่คือการเปิดตัวฮีโร่ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Ms.Marvel, She-Hulk และเรื่องราวที่ขยายจากจักรวาลหลักอย่าง I Am Groot, Secret Invasion ซึ่งทุกเรื่องจะออนแอร์ให้ชมใน Disney+ Hotstar

ซีรีส์ Moon Knight มีกำหนดฉาย 30 มีนาคมนี้ ที่ Disney+ Hotstar

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: Disney+

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Dopesick

Dopesick Limited Series คุณภาพอีกเรื่องของปี 2021 กับการหยิบเหตุการณ์จริงสุดอื้อฉาว

มาเล่าผ่านหลากตัวละคร หลากเส้นเรื่องออกมาได้อย่างชวนติดตาม เนื้อหาดูง่าย ย่อยง่าย และมาพร้อมความน่าสะเทือนใจ

Dopesick คือผลงาน Limited Series ที่สร้างโดย 20th Century Studios และ Hulu ผลงานการสร้างสรรค์โดย แดนนี่ สตรอง (ซีรีส์ Empire) ซึ่งโปรเจกต์นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นการรวมดาราดังเอาไว้มากที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้ นำทีมแสดงโดย ไมเคิล คีตัน (The Trial of the Chicago 7), ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด (The Batman), วิล พอลเตอร์ (Black Mirror: Bandersnatch), เคทรีน ดีเวอร์ (Booksmart), โรซาริโอ ดอว์สัน (Zombieland: Double Tap) และ ไมเคิล สตูห์ลเบิร์ก (Call Me By Your Name)

Dopesick
Dopesick

ซีรีส์สร้างจากเหตุการณ์จริงในอเมริกา ช่วงปี 1996-2002 ที่ว่าด้วย เพอร์ดู ฟาร์มา บริษัทยายักษ์ใหญ่ของอเมริกา ที่ได้ทำการผลิตยาแก้ปวดที่มีชื่อว่า อ็อกซิคอนติน ที่ถูกโปรโมทว่า มันคือยาที่เมื่อทานแล้วอาการเจ็บปวดของร่างกายจะหายเป็นปลิดทิ้ง โดยทางผู้ผลิต

ได้ส่งตัวแทนจำหน่ายไปเสนอยาตัวนี้กับหมอในคลินิก และโรงพยาบาลทั่วประเทศ และเมื่อหมอได้ให้ยาตัวนี้ทานมันก็ได้ช่วยให้ผู้คนเจ็บป่วยร่างกายน้อยลง แต่ทว่าพวกเขาหารู้ไม่ว่ายาตัวนี้เมื่อทานแล้วมันจะทำให้คนเหล่านั้นเสพติดยาโดยไม่รู้ตัว จนนำมาสู่การใช้ยาชนิดนี้ในการเสพ และแอบจำหน่ายแบบผิดกฎหมายเหตุการณ์การสืบสวน และเอาผิดผู้ผลิตในท้ายที่สุด

Dopesick
Dopesick

ตัวซีรีส์ใช้วิธีดำเนินเรื่องโดยกรรแบ่งเป็น 2 เส้นเรื่อง 2 ช่วงเวลาหลัก ๆ คือช่วงจุดเริ่มต้นของยา และช่วงการสืบสวน การพยายามเอาผิดบริษัทเพอร์ดู ฟาร์มา โดยซีรีส์ได้ใช้ประโยชน์จากการมีนักแสดงนำที่ค่อรข้างเยอะนี้ด้วยการสร้างตัวเอกแต่ละเส้นเรื่อง แต่ละช่วงเวลา และทำการสลับเนื้อหาไทม์ไลน์ไปมา เพื่อให้ทุกตัวละครมีความโดดเด่นเท่ากัน

ความพิเศษของ Dopesick คือนี่เป็นการหยิบเรื่องราวเหตุการณ์จริง มานำเสนอให้ออกมาดูสนุก และดูง่ายกว่าที่คิด โดยตัวซีรีส์แทบจะไม่ได้มีความไซไฟจ๋า หรือไปทางหนังแนวกฎหมายที่เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางขนาดนั้น แต่ซีรีส์นำเสนอภาพรวมของเหตุการณ์ ผ่านสิ่งต่าง ๆ ที้ตัวละครพบเจอให้ออกมาดูเช้าใจง่าย รวมทั้งการสลับไทม์ไลน์ของซีรีส์ก็มีการแบ่งช่วงเวลาอย่างชัดเจนผ่านการใช้ Text ช่วยอธิบาย

Dopesick
Dopesick

จุดแข็งอีกอย่างของตัวซีรีส์คือ การใช้วิธีการเล่าเรื่องที่พาคนดูไปสำรวจแง่มุมต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากยาตัวนี้ ไม่ว่าจะเป็น พนักงานเซลล์ที่ต้องเลือกระหว่างการทำผลงาน กับศีลธรรม, หญิงสาวที่เป็น LGBTQ ที่ต้องติดยาชนิดนี้โดยไม่รู้ตัว และมันได้ทำลายชีวิตเธอจนหมดสิ้น, คุณหมอที่ถูกหลอกให้ขายยาชนิดนี้ ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นหนึ่งในคนติดยาชนิดนี้อย่างทุกข์ทรมานในท้ายที่สุด เป็นต้น ซึ่งพอซีรีส์สามารถพาคนดูไปร่วมดำดิ่งกับชะตากรรมที่ตัวละครเลือก มันก็ทำให้คนดูได้เห็นถึงผลกระทบอันน่าขนลุกของยาตัวนี้

ในส่วนของเส้นเรื่องการสืบสวนสอบสวน การพยายามเอาผิดจากฝั่งอัยการนั้น ตัวซีรีส์ก็ดำเนินเรื่องออกมาได้ชวนติดตาม โดยซีรีส์ได้ใช้วิธีค่อย ๆ ผูกโยงเรื่องของแต่ละเส้นเรื่อง แต่ละไทม์ไลน์ ให้ประสานกันได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งมีการจิกกัดสังคมของเหล่านายทุนออกมาได้เจ็บแสบ

Dopesick
Dopesick

ด้านการแสดงเรียกได้ว่าทีมนักแสดงต่างถ่ายทอดบทบาทของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม ไมเคิล คีตัน ยังคงเป็นไฮไลท์เด็ด กับบทคุณหมอที่ค่อย ๆ ดำดิ่งไปกับชะตากรรมอันเลวร้าย คีตัน ได้เข้าถึงอารมณ์ที่ขัดแย้งของตัวละครได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ต้องขอชื่นชม เคทรีน ดีเวิอร์ ที่มาในบทสาว LGBTQ ที่ติดยาขนาดหนัก ซึ่งตัว ดีเวิอร์ ก็ถ่ายทอดอาการลงแดงของคนติดยา และมิติอื่น ๆ ของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม

Dopesick
Dopesick

โดยรวม Dopesick นับว่าเป็นงาน Limited series น้ำดีแห่งปี 2021 ทีคอซีรีส์ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็นด้วยทีมนักแสดงที่การันตีคุณภาพแล้ว การนำเสนอของซีรีส์ยังนำเสนอออกมาให้เข้าใจง่าย มีความสนุก และชวนติดตาม   จนเมื่อดูจบแล้วคุณจะได้พบอีกหนึ่งเรื่องจริงอันน่าสะเทือนใจ ทีไม่เคยรู้มาก่อน

สามารถรับชมซีรีส์ Dopesick ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+

Dopesick

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Reservation Dogs

Reservation Dogs ซีรีส์ดราม่า คอเมดี้ มาดกวนจาก ไทก้า ไวทีที ที่มาพร้อมบรรยากาศ และวิธีการเล่าที่ไม่ซ้ำใคร

จัดเต็มด้วยมุกตลก แบบเกรียน ๆ ตัวละครเพี้ยน ๆ ที่คุณจะต้องหลงรัก

เรียกได้ว่านี่เป็นช่วงเวลาขาขึ้นของผู้กำกับอารมณ์ดีอย่าง ไทก้า ไวทีที (Thor: Ragnarok) ก็ว่าได้ เพราะนอกจากโปรเจกต์ยักษ์อย่าง Thor: Love and Thunder ที่กำลังดำเนินการสร้างอยู่ เขาก็ยังถูกวางตัวให้ร่วมสร้าง Star Wars ชุดใหม่ และด้านซีรีส์เขาก็ยังมีงานตลกร้ายอย่าง Reservation Dogs งานดราม่า คอเมดี้ ที่ ไวทีที ร่วมสร้างสรรค์กับ สเตอร์ลิน ฮาร์โจ (Mekko)

Reservation Dogs
Reservation Dogs

โดย Reservation Dogs จะว่าด้วยเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในเมืองโอกลาโฮมา รัฐอินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในเมืองที่พวกเขาและเธออยู่นั้น ก็เป็นแหล่งรวมของชนชั้นล่าง และชาวเมืองที่เป็นคนพื้นถิ่นที่เป็นชาวอินเดียแดง แต่ด้วยความที่ต้องการชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมกลุ่มเด็กวัยรุ่นนี้ก็ได้มีความฝันว่าย้ายไปอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเงินที่พวกเขาหามาได้นั้นก็มาจากการก่ออาชญากกรมเล็ก ๆ น้อย ๆ จนนำมาสู่วีรกรรมมากมายที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ และความประทับใจ

Reservation Dogs คืองานซีรีส์ที่เปี่ยมไปด้วยลายเซ็นของ ไวทีที ที่โดดเด่น ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโทนเรื่องที่จะเน้นไปทางตลกร้าย ปนดราม่า และมีตัวละครหลักที่เป็นเด็ก เหมือนกับงานเก่า ๆ อย่าง Hunt for the Wilderpeople และ Jojo Rabbit โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการสร้างสรรค์คาแรคเตอร์ตัวละครที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีมิติ ความคิดที่ขัดเจน หลุดโลก เมื่อตัวละครเหล่าน้ารวมอยู่ในเรื่องเดียวกันมันเลยกลายเป็นความบันเทิงที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน ไม่ซ้ำใคร

Reservation Dogs
Reservation Dogs

หนึ่งในความโดดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้คือการนำเสนอชีวิตของชาวอินเดียแดงในรัฐอินเดียน่า ที่เป็นเมืองที่ความเจริญยังเข้าไม่ถึงมากนัก และมีธรรมเนียมการใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดกับป่า ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีภาพบรรยากาศ และผู้คนที่เราไม่ค่อยได้เห็นนักในหนังฮอลีวูดเรื่องอื่น ๆ นอกจากนี้หนังยังมีลูกเล่นที่เฉพาะตัวคือการนำเสนอโลกอาชญากรรมผ่านมุมมองของเด็ก ๆ ที่จะมีความเกรียน ความห้าวที่เฉพาะตัว เมื่อสององค์ประกอบที่ไม่ค่อยคุ้นตานี้มาอยู่ร่วมกัน มันเลยนำมาสู่ความบันเทิง ความสนุกที่ไม่เหมือนใคร

Reservation Dogs
Reservation Dogs

ด้านการเล่าเรื่อง Reservation Dogs อาจไม่ได้เป็นซีรีส์สูตรสำเร็จเหมือนเรื่องอื่น ๆ โดยในเรื่องนี้ผู้สร้างเลือกที่จะเล่าด้วยการพาคนดูค่อย ๆ ไปสำรวจชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ แบบไม่มีตัวละครไหนเป็นพระเอก นางเอก แต่แทบทุกตัวละครจะโดดเด่นเท่า ๆ กัน ในช่วงครึ่งหลัง ซีรีส์จะใช้เวลาของ 3-4 EP. ท้าย ในการเล่ามุมมองของแต่ละตัวละคร ก่อนนำไปสู๋บทสรุปของเรื่อง

Reservation Dogs
Reservation Dogs

ในส่วนของมุกตลก ในเรื่องนี้เรียกได้ว่ายังมาพร้อมความเกรียนสไตล์ ไวทีที แบบจัดเต็ม โดยเฉพาะความเพี้ยนแบบหลุดโลกของเรื่องราว และตัวละคร ที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้คนดูได้อยู่เรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ไวทีที ก็ไม่ปราณีคนดู ในฉากดราม่าเช่นกัน ในช่วงท้ายซีรีส์ จะเต็มไปด้วยพาร์ทดราม่า ที่เล่นกับอารมณ์แบบหนักหน่วง แบบไม่ยั้ง จนสามารถเอาคนดูได้อยู่หมัดไม่แพ้กัน

ทีมนักแสดงของซีรีส์เรื่องนี้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นดาราดัง ที่เราพอคุ้นหน้าคุ้นตา แต่นั่นก็เป็นข้อดีที่ทำให้ซีรีส์ สามารถเล่าเรื่องออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไวทีที ยังคงใช้งานคาแรคเตอร์ที่เป็นเด็กน้อยของทุกตัวละครได้อย่างคุ้มค่า ไปจนถึงทีมนักแสดงผู้ใหญ่ ที่ต่างรับส่งบทบาทได้อย่างลงตัว

Reservation Dogs
Reservation Dogs

โดยรวม Reservation Dogs นับว่าเป็นซีรีส์ดราม่า คอเมดี้ น้ำดีอีกเรื่องของยุคนี้ ที่คอซีรีส์คุณภาพไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะใครที่เป็นแฟนหนังของ ไวทีที น่าจะชื่นชอบเรื่องนี้ไม่น้อย แม้ว่าประเด็นแนว Coming-of-Age จะไม่ได้แปลกใหม่ แต่บรรยากาศและโทนเรื่องของซีรีส์เรื่องนี้ กลับเต็มไปด้วยสีสัน และความบันเทิงที่ไม่เหมือนใคร ทั้งการหยิบชีวิตของชาวอินเดียแดงมานำเสนอ ผสมกับความเป็นหนังอาชญากรรมแบบเด็ก ๆ ที่รับรองว่าดูจบแล้วคุณจะหลงรักเรื่องนี้ไม่แพ้กับงานก่อน ๆ ของผู้กำกับอารมณ์ดีผู้นี้เช่นกัน

สามารถรับชมซีรีส์ Reservation Dogs ได้แล้ววันนื้ที่ Disney+ Hotstar

Reservation Dogs

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: IMDB

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Catching Killers

Catching Killers สารคดีสืบสวนสอบสวน ที่นำ 3 คดีดังของอเมริกา มานำเสนอผ่านมุมมองการสืบสวนของตำรวจ

ตัวซีรีส์อัดแน่นด้วยความสนุก เข้มข้นแบบหนังตำรวจ ที่จะพาคนดูไปร่วมตามล่าคนร้ายอย่างชวนติดตาม คอหนัง/ซีรีส์สืบสวนห้ามพลาด!!

Catching Killers คืออีกหนึ่งผลงานซีรีส์สารคดีจาก Netflix ที่เรียกได้ว่าทำมาเพื่อเอาใจแฟนสารคดีสืบสวนสอบสวนโดยเฉพาะ เพราะนี่คือการนำเสนอเรื่องราวการจับฆาตกรดังในอเมริกา จำนวน 4 EP. จาก 3 คดีจริง โดยทุกเรื่องจะถูกนำเสนอผ่านมุมมองของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบการสืบสวนคดีเหล่านั้น สำหรับเนื้อหาของแต่ละ EP. ก็จะมีดังนี้

Catching killers
Catching killers

EP.1: Body Count: The Green River Killer

เป็นการสืบหาตัวคนร้าย ผู้ได้ฉายาว่า “กรีน ริวเวอร์ คิลเลอร์” หรือ “นักฆ่าลุ่มแม่น้ำเขียว”ที่ได้ลงมือก่อคดีในช่วงปี 1987 – 1989 โดยคดีนี้ได้มีการลงมือฆาตกรรมผู้หญิงที่มีเหยื่อทั้งสิ้นรวมถึง 90 ราย ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ได้สร้างความสะเทือนขวัญในประเทศอเมริกา

EP.2: Manhunter: Aileen Wuornos

เรื่องราวการตามล่าฆาตกรต่อเนื่องที่เลือกลงมือเฉพาะเหยื่อที่เป็นผู้ชายเป็นหลัก ก่อนจะพบว่าฆาตกรรายนี้ คือฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นผู้หญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งคดีนี้ก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นหนังเมื่อปี 2003 เรื่อง Monster ที่กำกับโดย แพตตี้ เจนกินส์ (Wonder Women) และนำแสดงโดย ชาร์ลิซ เธียรอน (Fast 9)

EP.3-4 True Lies, Part 1: The Happy Face Killer

ในช่วงปี 1990 ได้มีการพบศพของหญิงสาวนิลนามคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ในป่าในรัฐโอเลกอน จนหลังจากที่ทราบชื่อของเหยื่อ ทางตำรวจก็ได้ทำการสืบสวนราวเรื่องจนพบว่าได้มีผู้ต้องสงสัยคือสามีภรรยาผู้สูงวัยคู่หนึ่ง เมื่อเริ่มสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องพบกับความลึกลับซับซ้อน และความน่าสะเทือนใจ จนหลังจากที่ได้จับกุมสองสามีภรรยาดังกล่าวข้อหาฆาตกรรมไปได้ ตำรวจก็ต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ เมื่อปี 1994 ได่มีจดหมายปริศนาที่อ้างว่าเขาคือฆาตกรตัวจริง ส่งมาท้าทายเจ้าหน้าที่ให้ต้องกลับมาทำการสืบสวนใหม่อีกครั้ง

Catching killers
Catching killers

สำหรับตัวซีรีส์ชุด Catching Killers นี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นสารดดีสืบสวนตามสไตล์ Netflix คือการนำเสนอเรื่องจริง คดีจริง ให้ออกมาสนุก ชวนติดตาม พร้อมเนื้อหาที่จบในตอนแบบเดียวกับสารดดีชุด Unsolved Mystery โดยตัวสารคดีชุดนี้จะเน้นไปทางสายสืบสวนเน้น ๆ มากกว่าแค่การเล่าเรื่องภาพรวมของคดี

Catching killers
Catching killers

ซึ่งในแต่ละตอนซีรีส์จะได้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลการสืบสวนคดีนั้น ๆ กลับมาเล่าการสืบสวนของแต่ละคดี ส่วนการนำเสนอภาพ สารคดีจะมีการใช้ฟุตเทจจริง ภาพจากที่เกิดเหตุจริง มาผสมผสานกับฉากจำลองที่ถ่ายขึ้นมา ที่จะให้อารมณ์ชวนติดตามไม่แพ้ซีรีส์สืบสวนเรื่องอื่น ๆ

Catching killers
Catching killers

แต่ก็อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าสารคดีชุดนี้คือการนำเสนอคดีจริงในมุมมองของตำรวจเท่านั้น และแต่ละคดีจะเล่าแบบจบในตอนเป็นหลัก ทำให้เนื้อหาของแต่ละคดีไม่ได้มีการเจาะลึกมากนักหากเทียบกับซีรีส์สารคดีที่โฟกัสเป็นคดีนั้น ๆ ไป เพราะตัวสารคดีชุดนี้จะเล่าแค่มุมการทำงานของตำรวจเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งในขณะเดียวกันการทำงานบางขั้นตอนเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถระบุรายละเอียดมาก แต่ในด้านภาพรวมการสืบสวน หนังจะเล่าให้เห็นภาพ และคนดูตามทันมากที่สุด ฉะนั้นนี่อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่เหมาะกับคนที่ชอบเนื้อหาเจาะลึก นำเสนอเหตุการณ์แบบละเอียดมากนัก

Catching killers
Catching killers

โดยรวม Catching Killers เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสารคดีสืบสวนสอบสวนที่น่าจะถูกใจคอหนัง หรือซีรีส์แนวนี้ไม่น้อย เพราะนี่เป็นการพาทุกคนไปย้อนรอยคดีดัง ผ่านมุมมองการทำงานของตำรวจ ที่เล่าออกมาได้ชวนติดตาม แต่ละ EP จะให้ความสนุกเหมือนว่าคนดูได้ไปร่วมตามติดวิธีการสืบหาตัวคนร้ายของเจ้าหน้าที่ ใครที่ชอบดูอะไรที่เป็น Cop Show เรื่องนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งสามารถรับชมซีรีส์สารคดี Catching Killers ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Catching Killers

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes, IMDB