Categories
anime

รีวิวซีรีส์อนิเมะ Mieruko-chan: อนิเมะแนวสยองขวัญ คอเมดี้

Mieruko-chan หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Girl That Can See It เป็นผลงานซีรีส์อนิเมะที่สร้างจากมังงะของ อิซูมิ โทโมกิ ที่จะว่าด้วยเรื่องราวของ เมรูโกะ สาวน้อยมัธยมปลายที่วันหนึ่งเธอได้พบว่าตนเองนั้นมีความสามารถในการเห็นวิญญาณตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งวิญญาณที่เธอเห็นแต่ละตนนั้นก็จะมาพร้อมหน้าตา รูปลักษณ์ที่น่ากลัวต่างกันไป

แต่ความพิเศษของ เมโกะ คือเธอเลือกใช้วิธีรับมือกับปัญหานี้ด้วยการแสร้งว่าตนเองนั้นมองไม่เห็นวิญญาณเหล่านั้น เพื่อหวังว่าวิญญาณที่เธอเห็นจะไม่คอยไล่ตามหลอกหลอน หรือร้ายเธอ และคนรอบข้าง ซึ่ง เมรุโกะ ต้องอดกลั้น และพยายามเก็บความสามารถนี้เป็นความลับ เพื่อไม่ให้ใครต้องเผชิญเรื่อเลวร้ายจากสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้

ความสนุกของ Mieruko-chan คือการที่อนิเมะมีการใช้วิธีการผสมผสานความเป็นอนิเมะน่ารัก ๆ ขวัญใจสาว ๆ หรือชาวโอตาคุ มารวมเข้ากับการ์ตูนสยองขวัญ สไตล์ อิโต้ จุนจิ ซึ่งส่วนผสมดังกล่าว มันทำให้อนิเมะเรื่องนี้ มีเนื้อหาที่แตกต่าง และโดดเด่นกว่าอนิเมะ หรือซีรีส์สยองขวัญเรื่องอื่น ๆ

ในเนื้อหาผู้ชมจะได้บันเทิงไปกับวิธีการรับมือสารพัดวิธีของ เมรูโกะ ที่มันทั้งตลก อึดอัด และน่าสงสารเธอไปด้วยในเวลาเดียวกัน ซีรีส์มีการสร้างสถานการณ์จำเพาะต่าง ๆ เช่น การเจอวิญญาณในสถานที่สาธารณะ การที่บางครั้งเห็นวิญญาณเหล่านั้นภายในห้องนอน หรือห้องน้ำในบ้านของธอเอง โดยแต่ละตอน ก็จะค่อย ๆ มีการยกระดับเลเวลความเฮี้ยน ความน่ากลัวของวิญญาณในเรื่องมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ในด้านลายเส้น เรียกได้ว่าทำออกมาได้ค่อนข้างสวย ทั้งการดีไซน์ตัวละครผู้หญิง ที่มีความน่ารัก ผสมเซ้กซี่ โดยระหว่างเรื่องอนิเมะเรื่องนี้จะมีการเล่นกับฉากวาบหวิวของตัวละครเพื่อมาเพิ่มสีสันให้ซีรีส์มีความน่าติดตาม แต่อีกหนึ่งไฮไลท์ของอนิเมะเรื่องนี้คือ การสร้างสรรค์วิญญาณแต่ละตนให้ออกมาดูน่ากลัว สยดสยอง ราวกับอยู่ในซีรีส์ของ อิโต้ จุนจิ ที่มีการหยิบตำนานความเชื่อเรื่องวิญญาณของญี่ปุ่น มาใช้เป็นลูกเล่นในการเล่าเรื่องได้อย่างดีเยี่ยม

โดยรวม Mieruko-chan เป็นอนิเมะที่มาพร้อมพลอตที่ฉีกกรอบของอนิเมะสยองขว้ญ ด้วยการผสมผสานกับความเป็นคอเมดี้ และดราม่าเล็ก ๆ ที่ทำออกมาได้กลมกล่อมลงตัว นอกจากความน่ากลัวของวิญญาณในเรื่องแล้ว ในอนิเมะก็ยังสร้างสรรค์คาแรคเตอร์ตัวละครหญิงออกมาได้น่ารัก มีเสน่ห์ จนเราอยากติดตามเอาใจช่วยพวกเธอไปจนจบเรื่อง

สามารถรับชมซีรีส์อนิเมะ Mieruko-chan ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวหนัง SLR กล้อง ติด ตาย

อีกหนึ่งหนังสยองขวัญไทยที่เข้าฉายเมื่อช่วงต้นปี 2022 ที่ผ่านมา โดยเป็นการหยิบเรื่องราวความสยองที่เกิดจากกล้องถ่ายรูปกลับมาเล่าอีกครั้ง โดยหนังจะว่าด้วย แดน (นนน กรภัทร) เด็กหนุ่มที่กำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัย และมีความฝันอยากเป็นช่างภาพชื่อดัง แต่ทว่าเขายังติดการทำธีสิสส่งอาจารย์

ทำให้แดน ไม่สามารถไปเรียนต่อที่อเมริกากับ น้ำ (เฌอปราง BNK48) และเกรท (นนท์-ศดานนท์) ได้ จนกระทั่งเขาก็ได้รับโอกาสที่จะสามารถทำธีสิส จบได้ดังหวัง เมื่ออาจารย์เอม (อ้น-นพพันธ์) ได้มอบกล้อง SLR ตัวหนึ่งให้กับเขา เพื่อนำไปถ่ายรูปผู้คน จนได้เป็นผลงานที่น่าพอใจ แต่ทว่าเบื้องหลังของกล้อง SLR ตัวนี้มีความลับอันน่าสะพรึงซ่อนอยู่

ตัวหนังพาพร้อมพลอต และการเล่าเรื่องที่ชวนนึกถึงหนังเรื่อง Polaroid เมื่อปี 2019 หนังอาจไม่ได้เน้นขายที่ความน่ากลัวของผี หรือวิญญาณในเรื่องมากนัก แต่จะหนักไปทางอาถรรพ์ คำสาป ที่เป็นลูกเล่นให้ตัวละครต้องหาทางแก้ไข และเอาชีวิตรอด ความพิเศษของหนังเรื่องนี้ คือการนำความเป็นหนังผีแบบไทย ๆ และปีศาจจากศาสนาคริสต์ ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว จนสามารถสร้างรสชาติใหม่ ๆ ให้กับหนังแนวนี้ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่อง ที่ให้อารมณ์ความหลอน ความระทึก ที่สนุกไปอีกแบบ ทั้งนี้ด้วยการเป็นหนังที่ได้มือสร้างหนังสยองขวัญรุ่นใหญ่อย่าง ก้องเกียรติ โขมศิริ (ลองของ) มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง ที่ทำให้หนังคงไว้ซึ่งความน่ากลัวแบบหนังผียุค 90 เอาไว้

ด้านพาร์ทดราม่าเอง หนังก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี มีการสร้างมิติของแต่ละตัวละครได้อย่างมีน้ำหนัก โดยเฉพาะตัวละครแดน ที่ผู้ชมจะได้เห็นปม และอุปสรรคในชีวิต ที่บีบบังคับตัวเขาจนกลายเป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง ทั้งปัญหาด้านความฝัน แรงกดดันจากครอบครัว และเพื่อน ๆ รวมทั้งพาร์ทความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนทั้ง 3 ที่ออกมาในเชิง รักสามเศร้าจนเป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้ชวนติดตามไม่แพ้กัน

แต่กระนั้นส่วนที่น่าเสียดายมาก ๆ ของ SLR คือการที่หนังไม่สามารถหยิบนำประโยชน์ของความน่ากลัวของตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่เท่าที่ควร หนังค่อนข้างเน้นไปที่พาร์ทดราม่า เป็นส่วนใหญ่ จนบดบังความสยองขวัญที่ควรเกิดขึ้นในเรื่อง ทั้งนี้ในด้านของบทเอง ก็มีช่องโหว่เหมือนหนังไทยหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของการกระทำตัวละครในบางช่วงที่ดูขาดน้ำหนัก และจังหวะการเล่าเรื่องบางช่วงที่ดูรวดเร็วจนเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้ความสยดสยอง น่ากลัวที่ควรจะมีของหนังหายไปโดยสิ้นเขิง

โดยรวม SLR กล้อง ติด ตาย เป็นอีกหนังสยองขวัญไทย ที่มาพร้อมความสยองขวัญที่ไม่ค่อยเห็นในไทย หนังผสมผสานความเชื่อเรื่องคำสาป วิญญาณ และปีศาจของศาสนาคริสต์ จนกลายเป็นความน่ากลัวแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร แต่กระนั้นหนังกลับตกม้าตายในการเล่าเรื่อง ทั้งพาร์ท ดราม่าที่เยอะเกินไป และความน่ากลัวที่ถูกนำมาใช้งานได้ไม่สุดเท่าที่ควร ทำให้ท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้ก็เป็นงานที่พอดูได้เพลิน ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำมากนัก

สามารถรับชม SLR กล้อง ติด ตาย ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
anime

Review The Way of the Househusband

ชื่อเรื่อง : The Way of the Househusband

หาก คุณ เป็นหนึ่งคนที่ชื่นชอบการชม อนิเมะ สายฮา ต้องมาลองติดกับอนิเมะ เรื่อง The Way of the Househusband ที่จะพาทุกคนไปพบกับความสนุกสนาน บันเทิง บอกเลยว่าครบรสของความสนุก จบ ได้ในเรื่องเดียว เวลาการฉายแต่ละตอนอยู่ที่ ตอนละ 18 นาที มีทั้งหมด 29 ตอนจบ รวม ๆ แล้ว เป็นเวลาที่พอดี ไม่น่าเบื่อจนเกินไป

เนื้อเรื่องย่อ The Way of the Househusband

ในเรื่องเป็นการเล่าถึงเรื่องราวของ ยากูซะ สุดโหดคนหนึ่ง นามว่า ทัตสึคนอมตะ ในอดีตเขาเป็นชายหนุ่มที่น่าเกรงขามมาก ไปที่ไหนมีแต่ผู้คนเกรงกลัว ทว่าปัจจุบันตั้งแต่เขาได้พบรักกับสาวสุดน่ารัก ทำให้เขากลายมาเป็น พ่อบ้าน ที่บอกเลยว่าทั้งตลก และสนุก ไปพร้อม ๆ กัน เพราะเรื่องหลังจากนี้ จาก ยากูซะ สุดโหด กลายมาเป็นพ่อบ้านสายอ่อนโยน มันฮาขนาดไหน ต้องมาติดตามกันได้เลย

เนื้อเรื่องที่ประทับใจ แบบห้ามพลาดของ The Way of the Househusband

ความประทับใจในเรื่องบอกเลยว่าเป็นการนำเสนอมุมมองของผู้ชายที่ดิบเถื่อน จากคนที่ไม่เคยอ่อนโยน มาพบความรัก ตัวละคร ทัตสึคนอมตะ  สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของพ่อบ้านที่ต้องเอาใจคุณภรรยาสุดที่รัก ทั้งทำอาหาร ทำงานบ้าน เรียกได้ว่า พ่อบ้านตัวอย่างกันเลยทีเดียว ซึ่งหลาย ๆ ฉาก สามารถนำมาสอนการใช้ชีวิตประจำวันได้เลย และสำหรับผู้ชมที่ชื่นชอบอนิเมะไม่เครียด สบาย ๆ ชมได้แบบความสนุกทุกตอน บอกเลยเรื่องนี้ คือ ตอบโจทย์ 100% ปัจจุบันก็ลงครบทุกตอน สามารถชมกันได้ยาว ๆ 1 ชั่วโมงกว่าก็จบแล้ว

Production ของเรื่อง The Way of the Househusband

จากการรับชมส่วนตัวให้เลย 9.5 / 10 คะแนน ด้วยความที่เริ่มต้นของการดำเนินเรื่องราว เป็นอนิเมะที่ใช้รูปแบบการนำเสนอง่าย ๆ สั้น ๆ มีการทำมุก ตลกขับขัน โดยที่เนื้อหามีความต่อเนื่อง ไม่ใช่แบบวกไปวนมาแต่อย่างใด ให้ความรู้สึกที่ชมแล้วไม่ได้เครียด ออกแนวผ่อนคลาย เบาสมอง ชมได้

เพลิน ๆ ในส่วนของ ภาพ สี แสง ต่าง ๆ ทุกอย่างลงตัวของความสมบูรณ์ และบางคนกลัวจะฟังไม่ออก หรือ อ่านซับไทยไม่ทัน บอกเลยว่ามีเสียงพากย์ไทย ที่รับฟังแล้วรู้สึกว่าลงตัว ไม่ได้เสียงดูหลอกจนเกินไป สมตัวละครทุกตัว และฟังลื่นหู ไม่มีสะดุด แต่แอบหักคะแนน 0.5 เพราะว่าบางมุกก็จำเจเกินไป และเป็นการนำเสนอแบบภาพนิ่ง ๆ ต่อเนื่องกันไปนั้นเอง แต่โดยรวมถือว่าอนิเมะน้ำดีเรื่องหนึ่งเลย ในการรับชม สามารถชมได้ทาง Netflix ได้แล้ววันนี้ ความสนุก รอ คุณ อยู่แน่นอน

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ The Woman in the House Across the Street from the Girl in the Window

The Woman in the House Across the Street from the Girl in the Window คือซีรีส์แนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน ปนคอเมดี้เรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่ภาพรวมแทบจะไม่ได้โดดเด่นอะไร พลอตมันแทบจะก้อป The Woman in the Window ที่เข้าฉายเมื่อปีที่แล้ว แต่ด้วยความที่ชื่อซีรีส์ที่ยาวจนโดดเด่น และชื่อไทยแบบกวน ๆ ว่า “ลางหลอน ซ่อนมรณะจ๊ะ” ทำให้งานซีรีส์พลอตบ้าน ๆ ที่สร้างสรรค์โดย ไมเคิล เลอห์มาน (ซีรีส์ Jessica Jones) ดูน่าสนใจขึ้นมาในทันที

ซีรีส์จะว่าด้วยเรื่องราวของ แอนนา (คริสเทน เบล) แม่ม่ายสาวที่พึ่งสูญเสียลูกสาวจากฝีมือของฆาตกรต่อเนื่อง ซึ่งเพราะการสูญเสียนี้เองทำให้เธอต้องหย่าจากสามี และกลายเป็นคนติดเหล้าขนาดหนัก แต่กระทั่งวันหนึ่งได้มีครอบครัวใหม่ได้ย้ายเข้ามาในบ้านฝั่งตรงข้ามเธอ ซึ่งภายนอกดูเหมือนครอบครัวนี้จะดูปกติธรรมดาทุกอย่าง จนวันหนึ่ง แอนนา ได้เห็นการฆาตกรรมแฟนสาวของชายในบ้านตรงข้าม แต่ทว่าเมื่อเธอแจ้งตำรวจกลับพบว่าไม่มีศพของหญิงสาวอยู่ในบ้าน และทุกคนกลับเชื่อว่าเธอหลอนไปเอง แอนนา เลยต้องสวมบทเป็นนักสืบจำเป็นเพื่อพิสูจน์ว่าเธอพูดความจริง และหาตัวคนร้ายมาลงโทษ

อย่างที่กล่าวไปในตอนแรก ว่าซีรีส์ชุดนี้มีความคล้ายกับ The Womman in the Window โดยเฉพาะในแง่พลอตเรื่อง ในประมาณ 1-4 Ep. แรก ซีรีส์แทบจะเล่าไปในทิษทางเดียวกัน เพียงแต่ปรับบริบทให้เนื้อหาดูเบาสมองขึ้น มีการใช้ตัวละครเอกที่เป็นหญิงสาวที่จิตใจบอบช้ำมาเป็นจุดสูญกลางของเรื่อง ซึ่งพอตัวเอกเป็ยผู้หญิง ทำให้ซีรีส์ชุดนี้มีความเป็นผู้หญิงอยู่เยอะ เช่นเดียวกับซีรีส์อย่าง Emily in Palis, Riverdale หรือ Bridgerton ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นการปะทะคารมของผู้หญิง ความต้องการทางเพศของหญิงสาว และวิธีการสอดรู้สอดเห็นแบบแม่บ้าน

แม้ซีรีส์จะพยายามขายความเป็นผู้หญิงไปเยอะมากก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทิ้งเสน่ห์ของซีรีส์สืบสวน ด้วยการสร้างตัวละครรอบตัวแอนนา ให้ดูเป็นผู้ต้องสงสัย ให้คนดูได้คาดเดาว่าใครคือคนร้ายที่แท้จริง รวมถึงการดำเนินเรื่องด้วยการค่อย ๆ ผูกโยงเรื่องราว มีพาร์ทตามหาความจริงที่ชวนติดตาม พร้อมการเฉลยตัสคนร้ายที่เหนือการคาดเดา

แต่น่าเสียดายที่ซีรีส์ชุดนี้กลับไม่สามารถนำจุดเด่นของตัวเองมาใช้งานได้คุ้มค่าอย่างที่ควร จนกลายเป็นความไม่สุดสักทางของซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับปมทางจิตใจของ แอนนา ที่ตัวผู้รับบทอย่าง คริสเทน เบล ยังไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อในความป่วยของเธอได้ ในขณะที่พาร์ทการสืบสวนก็ยังทำออกมาได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ การผูกปมต่าง ๆ ในซีรีส์ยังไม่สามารถสร้างน้ำหนะกที่สมเหตุสมผลได้ โดยเฉพาะการเฉลยปมในตอนท้ายที่ค่อนข้างดูเหมือนการแถซะมากกว่า

โดยรวม The Woman in the House Across the Street from the Girl in the Window นับว่าเป็นซีรีส์สืบสวน ระทึกขวัญ ที่พอดูเอาสนุกได้อีกเรื่อง ซีรีส์มาพร้อมสูตรสำเร็จของหนัง และซีรีส์แนวนี้ที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แต่หากใครที่มองหาซีรีส์ขนาดสั้นไว้ดูฆ่าเวลา นี่คืออีกเรื่องที่อยากแนะนำ

สามารถรับชม The Woman in the House Across the Street from the Girl in the Window ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/fuUZCoyoHo4

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์สารคดี Keep Sweet: Pray and Obey

ผลงานซีรีย์สารคดีอาชญากรรมเรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากฆาตกรต่อเนื่อง หรือคดีฆาตกรรม สู่การตีแผ่ประเด็นที่ร่วมสมัยอย่างเรื่องลัทธินอกรีด ที่มีชื่อว่า Fundamentalist ของพระเยซูคริสต์แห่ง Latter Day Saints (FLDS) ที่มีผู้นำที่เชื่อว่าการมีภรรยาหลายคนคือเรื่องที่ดี

โดยสารคดีจะพาเราไปสำรวจตั้งแต่จุดเริ่มต้นของครอบครัว เจฟฟ์ ที่มีผู้นำรุ่นแรกคือ ลูรอน เจฟฟ์ ที่ได้เป็นศาสดาของคริสจักร Fundamentalist ผู้ปลูกฝังให้ผู้หญิงในลัทธิแต่งงานเป็นภรรยาของเขา หลังจากที่ ลูรอน เสียชีวิตลงได้ไม่นาน วอร์เรน ลูกชายของเขาก็รับหน้าที่ศาสดาคนใหม่ ซึ่งในลัทธิก็ได้มีการเพิ่มคงามเข้มงวดด้วยการกีดกันไม่ให้คนที่อยู่ข้างในรับรู้โลกภายนอกทั้งหมด ทำให้เด็ก ๆ ที่เกิดมาในลัทธิไม่มีโอกาสได้เห็นโลกภายนอก รวมทั้งตัว วอร์เรน ก็ยังมีการนำเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไปแต่งงานเป็นภรรยาของตนเอง และเหล่าผู้นำอีกด้วย

ตัวซีรีส์เลือกวิธีการนำเสนอด้วยการสัมภาษณ์คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิดังกล่าวทั้งหมด เริ่มตั้งแต่คนที่อยู่ในลัทธิ เด็กสาวที่เติบโตมาในสถานที่ดังกล่าว ไปจนถึงนักข่าว ที่สืบค้นเรื่องนี้ ทำให้ตัวซีรีส์ค่อนข้างนำเสนอแง่มุมที่หลากหลายครบรส

โดยเนื้อหาหลัก ๆ ซีรีส์จะโฟกัสไปที่ตัวหญิงสาวที่เคยอยู่ในลัทธิ ซึ่งการสัมภาษณ์จะเริ่มตั้งแต่การย้อนไปยังช่วงเวลาที่เธอมีความสนุก และการใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนั้น ก่อนที่พวกเธอจะค่อย ๆ พบกับความผิดปกติมากมาย ที่ทำให้พวกเธอมองที่นี่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งส่วนนี้ซีรีส์สามารถถ่ายทอดบรรยากาศที่กระอักกระอ่วน สะเทือนอารมณ์ได้อย่างถึงอารมณ์ ประกอบกับภาพฟุตเทจของพิธีกรรมอันแปลกประหลาดมากมายที่เพิ่มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าตัวซีรีส์จะไม่ได้มีภาพ หรือพูดถึงความรุนแรง โหดเหี้ยม เหมือนซีรีส์อาชญากรรมเรื่องอื่น ๆ แต่ความพิเศษของ Keep Sweet: Pray and Obey คือการให้อรรถรสเดียวกับหนังแนวลัทธิมากมาย ที่ตลอดทั้งเรื่องผู้ชมอยากลุ้น อยากเอาใจช่วยให้ตัวละครหนีพ้นจากลัทธินี้ แม้ว่าบางช่วงจะรู้สึกว่าเนื้อหาของซีรีส์วนอยู่กับที่ไปบ้าง แต่ก็นับได้ว่าเป็นซีรีส์ที่ตีแผ่วงการลัทธิได้ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่ง

โดยรวม Keep Sweet: Prey and Obey เป็นซีรีส์สารคดีที่เล่าเรื่องออกมาได้สนุก ตื่นเต้นอีกเรื่อง ตัวสารคดีสามารถถ่ายทอดบรรยากาศอันน่าขนลุกของลัทธิได้อย่างเห็นภาพชัดเจน ใครที่ชอบประเด็นเกี่ยวกับลัทธินิกรีด ตีแผ่ด้านมืดของคนเหล่านี้ แนะนำว่าไม่ควรพลาด

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
Uncategorized

รีวิวซีรีส์ Pieces of Her: ซีรีส์อาชญากรรม ระทึกขวัญ

Pieces of Her คือหนึ่งในผลงานซีรีส์ Original Netflix แนวอาชญากรรม ระทึกขวัญ ผลงานการสร้างสรรค์โดย มินคีย์ สไปโร (ซีรีส์ Dead to Me) ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของ เคน สลักเตอร์ พร้อมทั้งยังได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง โทนี่ คอลเลต (Hereditary) มาร่วมแสดงนำ

ซีรีส์จะว่าด้วยเรื่องราวของ แอนดี้ (เบลล่า ฮีตโคต) ตำรวจหญิงฝึกหัด ที่วันหนึ่งเธอได้นัดกินข้าวกลางวันกับ ลอวร่า (โทนี่ คอลเลต) แม่ของเธอ แต่ระหว่างนั้นได้เกิดเหตุการณ์ผู้ร้ายกราดยิงในร้านอาหาร ทำให้ ลอวร่า ต้องปกป้อง แอนดี้ และในระหว่างนั้น ลอวร่าก็ได้พลั้งมือฆ่าฆาตกรจนกลายเป็นข่าวดัง ซึ่งด้วยความเป็นกระแสของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ ลอวร่า กลายเป็นที่สนใจของนักข่าว และคนกลุ่มหนึ่งที่เคยมีอดีตอันเลวร้ายกับเธอก็เตรียมเคลื่อนไหวอีกครั้ง

ด้วยความที่รู้สึกว่าตนเองไม่ปลอดภัย ลอวร่าเลยให้ แอนดี้หลบหนีไปอยู่ที่อื่น ในระหว่างนั้นเอง แอนดี้ก็ได้สืบหาความจริงเกี่ยวกับแม่ของตัวเอง จนเธอได้พบความจริงสุดช็อคของแม่ตัวเอง ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของกลุ่มคนปริศนา

 Pieces of Her ยังคงเป้นอีกงานแนว Suspense ที่สนุกตามสูตรซีรีส์แนวนี้ของ Netflix ที่มาพร้อมการเปิดเรื่องที่น่าสนใจตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกของเรื่อง ก่อนที่ซีรีส์จะค่อย ๆ พาคนดูดำดิ่งไปกับเรื่องราวร่วมกับตัวละคร โดยตลอดทั้งเรื่องผู้ชมแทบจะคาดเดาอะไรไม่ได้เลยกับซีรีส์เรื่องนี้ โดยเฉพาะปมอดีตของตัว ลอวรา ที่เต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อน และการสับขาหลอกมากมาย

ความสนุกของซีรีส์คือการให้คนดูเพลิดเพลินไปกับการดิ้นรนเอาตัวรอด และการสืบหาความจริงผ่านตัวแอนดี้ ที่เรียกได้ว่ามีครบทุกโมเมนต์ ทั้งสืบสวนที่เข้มข้น ดราม่า ระทึกขวัญ ไปจนโรแมนติก ซึ่งคนดูจะถูกซีรีส์นำทางไปยังเหตุการณ์สุดพีคมากมายแบบที่แทบไม่ทันตั้งตัว ในขณะเดียวกันคนดูก็จะรู้สึกไม่ไว้วางใจแทบทุกตัวละครในซีรีส์เรื่องนี้

อย่างไรก็ตามปัญหาหลัก ๆ ของซีรีส์เรื่องนี้คือการที่ซีรีส์มัวแต่สับขาหลอกคนดู และวางปมมากมายจนเยอะเกินไป ทั้ง ๆ ที่ตัวเนื้อหา ประเด็นของซีรีส์นั้นน่าสนใจมาก ๆ แต่ซีรีส์มัวเสียเวลากับการเล่าเรื่องย้อนไทม์ไลน์ และสลับเส้นเรื่องไปมา จนกว่าเนื้อหาจะเข้าที่เข้าทางก็ปาไปครึ่งเรื่อง โชคดีที่ครึ่งท้ายซีรีส์สามารถดึงอารมณ์คนดูได้อีกครั้งจากฉากดราม่าหนักหน่วง และการเฉลยความจริงที่ทำออกมาได้ค่อนข้างเหนือความคาดหมาย

หนึ่งในส่วนที่น่าชื่นชมคือการแสดงของ โทนี คอลเลต ที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่แบกหนังเรื่องนี้เอาไว้โดยแท้จริง ในเรื่องนี้เธอได้มอบการแสดงที่ยอดเยี่ยมอีกครั้ง เป็นบทที่มีทั้งความลึกลับของตัวละคร และความดิ้นรนเอาชีวิตรอดของผู้หญิงในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ ซึ่งเธอก็นำเสนอออกมาได้ทรงพลัง ขณะที่ เบลล่า ฮีตโคต (Relic) ก็แสดงบทบาทหญิงสาวที่ต้องหาความจริง ออกมาได้อย่างชวนให้เอาใจช่วยไม่แพ้กัน

Pieces of Her นับว่าเป็นงานซีรีส์ระทึกขวัญ ที่ดูสนุกมาก ๆ เรื่องหนึ่งของ Netflix ที่น่าจะถูกใจใครที่ชอบซีรีส์แนวหักมุม ตัวละครที่ต้องหนีจากอดีตที่เลวร้าย สไตล์แบบ ฮาลาน โคเบน แม้ว่าบทอาจวนอยู่กับที่ค่อนข้างเยอะไปบ้างก็ตาม

สามารถรับชมซีรีส์ Pieces of Her ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB, Rotten Tomatoes

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Stranger Things season 4 (Part 1)

การกลับมาที่สนุกสมการรอคอย โปรดักชั่นจัดเต็มมาก พาร์ทสยองขวัญทำออกมาได้น่ากลัวระดับ 18+ พร้อมปูทางไปสู่บทสรุปที่ชวนติดตามสุด ๆ

ซีซั่นที่ 4 ของหนึ่งในซีรีส์สร้างชื่อให้กับ Netflix โดยครั้งนี้จะมาในรูปแบบแบ่งเป็น 2 Part ซึ่ง  Part1 ที่ฉายไปจะมีทั้งหมด 7 Ep. ด้วยกัน พร้อมได้ทีมนักแสดง และผู้สร้างชุดเดิมที่กลับมาสานต่อความระทึกในเมืองฮอว์คกินส์ แบบครบทีม

เรื่องราวในซีซั่นนี้จะพูดถึงเหตุการณ์หลังจากซีซั่นก่อน 2 ปี เมื่อฮอว์คกินส์ ได้เกิดคดีสุดสะพรึงที่เด็กวัยรุ่นได้ตายอย่างสยดสยอง ทำให้ด้าน ดัสติน (กาเตน มาตาราซโซ),ลูคัส (คาเลบ แมคเลาซ์ลิน), แนนซี่ (นาตาลี ไดเออร์),แมกซ์ (เซดี่ ซิงค์),โรบิน (มายา ฮอว์ค) และสตีฟ (โจ เคียรี) ต้องร่วมกันหาความจริงของคดีปริศนานี้ จนพบว่ามันเกี่ยวข้องกับปีศาจตนใหม่จากโลก Upside Down ที่แข่งแกร่ง และน่ากลัวยิ่งกว่าที่ผ่านมา

ในขณะที่ด้าน แอล (มิลลี่ บ้อบบี้ บราวน์) ก็ต้องเผชิญปัญหากับการเข้าสังคมใหม่ และการปรับตัวหลังจากที่พลังเธอหายไป แต่ทว่าก็ได้เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นกับเธอ พร้อมทั้งเธอยังได้รับรู้ถึงการกลับมาอีกครั้งของปีศาจแห่งเมืองฮอว์คกินส์ ทางเดียวที่เธอจะสามารถช่วยเพื่อน ๆ ได้ คือการปลุกพลังของตัวเอง ให้กลับมาอีกครั้ง

ตัวซีรีส์ยังคงมาพร้อมลายเซ็นดั้งเดิมของซีรีส์ชุดนี้ คือการพูดถึงประเด็น Coming of Age และการนำเสนอวัฒนธรรมของยุค 80 เหมือนที่ผ่าน ๆ มา ความต่างคือบริบทในซีซั่นนี้ที่ตัวละครหลายตัวต้องถูกแยกกันจากช่วงท้ายของซีซั่นที่แล้ว ทำให้ในซีซั่นนี้จะมีหลากหลายเส้นเรื่อง และตัวละครบางตัวก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลย ตัวเรื่องค่อนข้างหนักไปทางระทึกขวัญ และการทำภารกิจ การหาความจริง จนแทบไม่ได้มีดราม่าให้ได้เห็นเท่าไหร่นัก

ที่น่าสนใจคือความสยองขวัญในภาคนี้ที่ทำออกมาได้ต่างจากที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ในครั้งนี้ซีรีส์ได้เผยตัวปีศาจที่น่าจะเป็นตัวสำคัญของเรื่องราว ที่มีพลังความสามารถที่น่ากล้ว และทรงพลังมากที่สุด มีการใช้เรฟเฟอร์เรนซ์จากหนังเรื่อง It ของ สตีเวน คิง มาใช้อยู่พอสมควร

ด้านงานโปรดักชั่นเรียกได้ว่าจัดเต็ม มีการออกแบบสัตว์ประหลาด และโลก Upside Down ที่มีความอลังการ มีความน่ากลัวมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มระดับความโหดให้มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ในซีซั่นนี้เราแทบจะไม่ได้เห็นความเป็นซีรีส์เด็ก แบบที่ผ่านมาอีกต่อไป มีฉากการฆ่ากันในรูปแบบต่างที่น่าโหดร้าย ไร้ปราณี หลายฉากสามารถทำให้คนดูลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้

อีกหนึ่งความน่าสนใจของซีซั่นนี้คือการที่ซีรีส์กลับไปพูดถึงจุดเริ่มต้นของ แอล อีกครั้งในบริบทที่เจาะลึกกว่าที่ผ่านมา แม้ว่าในซีซั่นนี้แทบจะไม่ได้เห็นเธอปล่อยพลังเลย แต่เราจะได้เห็นแง่มุมที่เติบโตขึ้น และการเผชิญหน้ากับอดีตที่เลวร้าย ซึ่งตัวซีรีส์ก็พยายามปูเรื่องในพาร์ทนี้ให้เป็นเสมือนไม้ตายสำคัญที่น่าจะพลิกเรื่องในตอนจบซีซั่น หรืออาจรวมถึงซีรีส์ชุดนี้เลยก็ว่าได้

โดยรวม Stranger Things season 4 Part 1 คือการกลับมาที่สมการรอคอย ไม่ว่าจะเป็นด้านโปรดักชั่น บท และการเล่าเรื่อง ที่ซีรีส์ยกระดับตัวเองสู่ซีรีส์สยองขวัญ/ระทึกขวัญ เรท 18+ อย่างเต็มรูปแบบ และยังปูทางไปสู่ Part 2 และซีซั่นที่ 5 ที่เป็นบทสรุปได้อย่างชวนติดตาม

สามารถรับชมซีรีส์ Stranger Things season 4 Part 1 ได้แล้ววันนี้ที่  Netflix

Cr.ภาพ: Netflix

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์สารคดี Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes

รีวิวซีรีส์สารคดี Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes: อีกสารคดีอาชญากรรมเนื้อหาเข้มข้นจาก Netflix การเล่าเรื่องมีความน่าติดตาม พร้อมจัดเต็มความดาร์คที่สะท้อนทุกด้านของ จอห์น เวยน์ เกซี่ อย่างละเอียดที่สุดเรื่องหนึ่ง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์สารคดี อาชญากรรม จาก Netflix ที่ค้อนข้างเป็นื่สนใจไม่แพ้ Jimmy Savile สำหรับสารคดีชุด Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes ที่เป็นารพูดถึงหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่โด่งดังมาก ๆ ในอเมริกาช่วงยุค70 อย่าง จอห์น เวยน์ เกซี่ หรือที่หลายคนมีภาพจำว่าเขาคือฆาตกรตัวตลก

สารคดีจะเป็นการพูดถึงการสัมภาษณ์เหล่าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ, ทนายความ, ญาติของเหยื่อ, คนที่เคยรอดชีวิตจาก เกซี่ รวมถึงการใส่เทปเสียงการสัมภาษณ์ตัว จอห์น เวย์น เกซี่ ในช่วงก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิต โดยเนื้อหาจะเป็นการพาคนดูย้อนไปยังเหตุการณ์ของคดีทั้งหมด ซึ่งจะใช้คดีที่เป็นตัวเปิดโปงเกซี่อย่าง คดีการหายตัวไปของเด็กหนุ่มนาม โรเบิร์ต บอนนี่ จนนำมาสู่การสงสัยตัว เกซี่ และทำให้เกิดการสืบสวน จนพบเจอความสยดสยองมากมายที่ชายคนนี้ซ่อนเอาไว้

เช่นเดียวกับสารคดีเรื่องอื่น ๆ ตัวสารคดีชุดนี้ทำหน้าที่เป็นการย้อนเหตุการณ์ทั้งหมดของคดี แต่กระนั้นสารคดีชุดนี้ก็ไม่ได้ทำตัวให้เป็นชีวประวัติของเกซี่ จนเกินไป ตัวสารคดีใช้วิธีการเล่าเรื่องแบ่งเป็นสองไทม์ไลน์ คือไทม์ไลน์หลักที่เป็นการพูดถึงคดี โรเบิร์ต บอนนี่ ที่นำมาสู่การเปิดโปงความจริงทั้งหมด และไทม์ไลน์ย้อนอดีต ที่จะพาคนดูย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของคดี รวมถึงตัว เกซี่

ตัวซีรีส์ค่อนข้างเล่าเรื่องออกมาได้สนุก ชวนติดตาม มีพาร์ทสืบสวนที่ชวนลุ้น พาร์ทว่าความในศาลที่เข้มข้น หนึ่งในส่วนที่สารคดีถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ๆ คือการชิงไหวชิงพริบระหว่างเกซี่ และตำรวจ ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง หลายครั้งเนื้อหาค่อนข้างชวนสะเทือนใจ เนื่องจากมีการพูดถึงการลงมือก่อเหตุที่เห็นเป็นภาพชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากการพบศพทั้ง 27 ร่างในบ้านของ เกซี่ ที่หลายฉากแม้จะเบลอภาพเอาไว้ แต่มันก็สร้างความน่าหดหู่ใจให้คนดูได้ไม่น้อย

ในด้านเนื้อหา สารคดีชุดนี้ถือส่าทำออกมาได้ดี เนื้อหามีความกระชับ ไม่เวิ่นเว้อ และทำให้ตลอดความยาวกว่า 3 ชั่วโมงของซีรีส์ ไม่รู้สึกว่านานจนเกินไป ตัวซีรีส์เลือกที่จะไม่โฟกัสกับทุกคดีของ เกซี่ แต่จะสรุปรวมเหตุการณ์ที่พบศพในบ้าน ไปจนถึงการตามหาตัว โรเบิร์ต แทน นั่นทำให้สารคดีดูไม่น่ากลัว หรือโหดร้ายจนเกินไป

นอกจากด้านประเด็นสืบสวน อาชญากรรมที่ทำออกมาได้เข้มข้นมาก ๆ แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สารคดีนี้พูดถึงคือประเด็นของ LGBTQ+ ทีในตอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับในสังคม จนทำให้เขา และเธอเหล่านี้กลายเป็นคนชายขอบที่ถูกสังคมละเลย และกลายเป็นเหยื่อของเกซี่ ในที่สุด ซึ่งในขณะเดียวกันสารคดีก็ได้หยิบประเด็นเรื่องปัญหาชีวิตของเกซี่ ทั้งปมในครอบครัว และเรื่องเพศ มาพูดถึง มาสอดแทรก เพื่อให้คนดูเข้าใจตัวเขามากขึ้นด้วยเช่นกัน

ส่วนที่น่าเสียดายของสารคดีชุดนี้ คือการที่ถูกขายว่าเป็น Conversation with a Killer แต่เนื้อในของเรื่องกลับมีการหยิบบทสนทนาของตัวฆาตดรออกมาพูดเพียงน้อยนิด แต่แม้ว่าจะน้อย แต่ก็ยังดีที่บทสนทนาที่เลือกมาใช้นั้นมันเต็มไปด้วยความน่าขนลุก น่าสยดสยอง ของความเลือดเย็นที่คน ๆ หนึ่งลงมิอกับผู้คนมากมาย

โดยรวม Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes น่าจะเป็นอีกซีรีส์สารคดีที่ถูกใจคอหนังสืบสวนไม่น้อย สารคดีเล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตาม และไม่น่ากลัวจนเกินไป ใครที่เคยอยากรู้เรื่องของอห์น เวย์น เกซี่ ในเรื่องนี้จะได้รู้จัก และย้อนเหตุการณ์ช่วงที่เกิดเหตุอีกครั้ง แบบครบทุกแง่มุม ทุกอรรถรสที่แฟนสารคดีแนวนี้จะไม่ผิดหวัง

สามารถรับชม Conversations with a Killer: John Wayne Gacy Tapes ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/vIDbiQB6N28

Categories
series

17 Sai no Teikoku เมื่อปัญญาประดิษฐ์จะกลายเป็นโลกทั้งใบ

                จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหุ่นยนต์ AI จะทำให้โลกทั้งใบเปลี่ยนแปลง ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้จัดว่าถ่ายทอดออกมาได้ตรงยุคตรงสมัยอย่างแท้จริง โดยมีชื่อว่า “17 Sai no Teikoku” หรือมีชื่ออังกฤษ “17-Year-Old Empire” เป็นซีรีส์แกะกล่องใหม่รับปี 2022 แต่ในตอนแรกพร้อมฉายในวันที่ 7 พฤษภาคม ทางช่อง NHK แน่นอนว่าตอบโจทย์คนชอบซีรีส์ญี่ปุ่นอย่างมาก ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว และจะออกเป็นยูโทเปียมากกว่า ทำให้ยังพอมีจุดที่เบิกบานใจต่อคนดูได้บ้าง โดยเนื้อเรื่องของซีรีส์ 17 Sai no Teikoku มีความน่าสนใจและเนื้อหาของมันจะอธิบายได้ดังนี้

ในปี 202X ที่ประเทศญี่ปุ่นรู้สึกถึงความซบเซาอย่างรุนแรงและถูกตราหน้าโดยสังคมโลกว่าเป็นประเทศที่ตกต่ำ และมีเป้าหมายต้องการหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่ไม่สิ้นสุดนี้ นายกรัฐมนตรี Washida ได้จัดตั้งโครงการทดลอง Utopi-AI ที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นแนวคิดของ UA ผู้นำได้รับการคัดเลือกจากทั่วประเทศโดย AI และสร้างขึ้นเพื่อปกครองเมืองที่เสื่อมโทรม

ว่ากันว่าสาเหตุที่คนหนุ่มสาวไม่สามารถควบคุมการเมืองได้เป็นเพราะขาดประสบการณ์ AI มีข้อมูลจำนวนมหาศาลที่คนๆ หนึ่งไม่สามารถ “สัมผัส” ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง AI สามารถเสริม “ประสบการณ์” จำนวนเท่าใดก็ได้ เสมือนเป็นการพิสูจน์ว่า AI เลือกมากิ อารัน (รับบทโดย คามิโอะ ฟุจุ) วัย 17 ปีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะและต้องการสังคมในอุดมคติเป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกคนอื่นๆ เป็นคนหนุ่มสาวทั้งหมดอายุประมาณ 20 ปี ที่เป็นตัวดำเนินเรื่องมากมาย

เนื้อเรื่องค่อนข้างแหวกแนวฉีกขนบธรรมเนียมญี่ปุ่นชัดเจน เพื่อเป็นการตั้งคำถามว่า ถ้าญี่ปุ่นอยู่ในสภาวะที่มี AI ในโลกนี้ทั้งใบ และเต็มไปด้วยคนที่มีหนุ่มสาวแทบจะทั้งหมด จะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่ามันเสียดสีสังคมและบางอย่างทำให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แน่นอนว่าเป็นเนื้อเรื่องที่อิงการเมืองเข้ามามากมาย ถ้าขาดประสบการณ์และความเข้าใจใน AI มันก็ส่งผลต่อภาพรวมและองค์ความรู้ในอนาคตอีกด้วย

                17 Sai no Teikoku ยังเป็นซีรีส์ที่ฉีกความเป็นไซไฟ และฉีกความเป็นแนวใสๆ ว่าวัยรุ่นจะต้องเป็นอะไรที่ใสตลอดเวลา แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องใสๆ อีกเลย ถ้าวัยรุ่นคือตัวขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นจากสภาพตกต่ำของประเทศเพื่อก้าวสู่ไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต ผู้เขียนบทของซีรีส์เรื่องนี้ ต้องยกนิ้วให้เลยก็คือ “โยชิดะ เรโกะ” เป็นทั้งนักเขียนบทและเป็นผู้ทำอนิเมะชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น K-ON!,Girls und Panzer และ Violet Evergarden ล้วนเป็นเรื่องที่ดังๆ มากและขายดีในญี่ปุ่นทั้งสิ้น

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Archive 81:ซีรีส์สยองขวัญ

รีวิวซีรีส์ Archive 81:ซีรีส์สยองขวัญ จากการอำนวยการสร้างของ เจมส์ วาน ที่ยังมาพร้อมความสยองที่ไม่เหมือนใคร มีการดำเนินเรื่องที่ชวนติดตาม คาดเดาไม่ได้

ผลงานซีรีส์สยองขวัญ/ระทึกขวัญ เรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่ได้เจ้าพ่อหนังสยองขวัญอย่าง เจมส์ วาน (The Conjuring, Malignant) มารับหน้าที่ร่วมอำนวยการสร้าง พร้อมได้ รีเบคก้า ซอนเนลสัน (ซีรีส์ The Boys) มารับหน้าที่โชว์รันเนอร์

รีวิวซีรีส์ Archive 81

Archive 81 จะว่าด้วยเรื่องราวของ แดน (มาโมดูว อาธี่) คนดูแลรักษาเทปวีดีทัศน์ ชนิดต่าง ๆ ที่วันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อจาก เวอร์จิล (มาร์ติน โดโนแวน) มหาเศรษฐี ที่ได้ว่าจ้างให้เขาทำงานซ่อมวีดีโอเทปชุดหนึ่งที่เก็บมาได้จากซากตึกที่โดนไฟไหม้เมื่อปี 1994 ในระหว่างที่ แดน ทำการซ่อมเทปเขาก็ได้พบว่าเทปวีดีโอชุดนี้ได้มีเงื่อนงำบางอย่างที่โยงไปถึงพ่อของเขา พร้อมทั้งยังพบว่าผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเทปนั้นเกี่ยวข้องกับลัทธิบางอย่าง ที่มันได้นำพาให้แดน ต้องพบเจอกับเรื่องลี้ลับ เหนือธรรมชาติ

รีวิวซีรีส์ Archive 81

ความน่าสนใจของ Archive 81 คือการเล่นกับความสยองในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่ผีสาง หรือความสยดสยองตามที่คุ้นเคย ตัวซีรีส์ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบหนังสืบสวน ที่ค่อย ๆ เผยความจริงทีละนิด ๆ โดยใช้เทปวีดีโอเป็นตัวบอกใบ้ ความน่ากลัว ความระทึกของซีรีส์อาจไม่ได้มากจากแค่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่คือจิตใจอันดำมืด และลึกลับของตัวละคร ที่ยากจะคาดเดา โดยเรื่องนี้ยังเป็นอีกครั้งที่ Netflix นำพลอตเกี่ยวกับลัทธิมาเล่น และมันก็ยังคงสร้างความน่าขนลุกได้อย่างดีเยี่ยม

รีวิวซีรีส์ Archive 81

นอกจากการนำเสนอความสยอง ความระทึกที่ไม่ซ้ำใครแล้ว Archive 81 ยังมาพร้อมการดำเนินเรื่องที่สนุก ชวนติดตาม ด้วยการนำเสนอเหตุการณ์เป็นสองเส้นเรื่อง คือเส้นเรื่องปัจจุบัน และเส้นเรื่องในอดีตที่เป็นเหตุการณ์ในเทป ซึ่งทีมผู้สร้างได้หาวิธีในการเชื่อมเส้นเรื่องออกมาได้อย่างน่าสนใจ และชวนให้คนดูอยากคลิกตอนต่อไปเพื่อค้นหาความจริงร่วมกับตัวละคร ก่อนที่ซีรีส์จะมอบเซอร์ไพรส์ในช่วงท้ายที่เกินคาดเดา

รีวิวซีรีส์ Archive 81

นอกจากวิธีการดำเนินเรื่องที่ทำออกมาได้ชวนติดตามแล้ว อีกส่วนที่น่าชื่นชมของ Archive 81 คือการใช้กิมมิคของตัวเองมานำเสนอได้อย่างสร้างสรรค์ โดยตัวซีรีส์ได้ใช้ประโยชน์จากความเป็นวีดีโอเทปอนาล็อก มาใส่ในฉากเปิดเรื่อง ที่แต่ละตอนจะมีฉากเปิดเป็นฟุตเทจล้อเลียนหนัง โฆษณา และสื่อต่าง ๆ ในช่วงยุค 1920-1990 หากใครที่เติบโตมากับสื่อเหล่านี้น่าจะได้รำลึกถึงความทรงจำเก่า ๆ อีกครั้ง

รีวิวซีรีส์ Archive 81

โดยรวม Archive 81 นับว่าเป็นอีกซีรีส์สนุก ๆ รับต้นปี 2022 ของ Netflix ที่ไม่ควรพลาด ซีรีส์มาพร้อมการดำเนินเรื่องที่สนุก ชวนติดตาม และมาพร้อมรูปแบบความสยองที่ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ซีรีส์ยังปูทางไปสู่ซีซั่น 2 ได้อย่างชวนติดตาม ใครที่เป็นสายซีรีส์ระทึกขวัญ/สยองขวัญไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

สามารถรับชม Archive 81 ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/ibxKEqxARkE

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
Uncategorized

รีวิวอนิเมะ Blue Period: อนิเมะที่หยิบเรื่องศิลปะมาเล่า

รีวิวอนิเมะ Blue Period: อนิเมะที่หยิบเรื่องศิลปะมาเล่า ให้ออกมาดูสนุก และเข้าถึงง่ายกว่าที่คิด พร้อมสะท้อนชีวิตการแข่งขันของเด็กม.ปลาย ออกมาได้อย่างสมจริง และชวนติดตามBlue Period คือผลงานซีรีส์อนิเมะจาก Netflix ที่ดัดแปลงมาจากมังงะของ ทสึบาซะ ยามากุชิ โดยความพิเศษของอนิเมะเรื่องนี้คือมันไม่ได้มาในแนวกระแสหลักเหมือนงานของ โชเนนจัมป์ หรืออนิเมะแนวตลกเบาสมอง แต่มันคืออนิเมะแนวดราม่าที่พูดถึงศิลปะเป็นหลัก

รีวิวอนิเมะ Blue Period

เรื่องราวในแนิเมะจะพูดถึง ยาโทระ ยากุชิ เด็กหนุ่ม ม.5 ผู้แทบจะธรรมดาในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเรียนที่ถือว่าเป็นคนเรียนเก่งระดับหนึ่ง รวมถึงการเข้าสังคมแก๊งเพื่อนที่เขาก็ไม่ได้โดดเด่นกว่าคนอื่น แต่จนกระทั่งวันหนึ่ง ยาโทระ ได้เข้าไปในห้องชมรมศิลปะหลังเลิกเรียนเข้า ที่นั่นเขาได้พบกับภาพวาดที่ได้สะกดสายตาเขา จากนั้น ยาโทระ ก็ได้ถูกชักชวนโดยอาจารย์หัวหน้าชมรม จนทำให้เขาได้พบกับสิ่งที่ตนเองถนัดจากนั้นยาโทระก็ต้องพยายามฝึกวาดภาพอย่างหนัก เพื่อหาทางเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะชื่อดังให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลองงานศิลปะหลายรูปแบบ การเช้าติวศิลปะ จนทำให้เขาได้พบกับเด็กศิลปะมากมาย

รีวิวอนิเมะ Blue Period

Blue Period เป็นอนิเมะ ที่เรียกได้ว่ามีความเฉพาะตัวมากกว่าเรื่องอื่น ๆ อยู่พอสมควร เพราะแทนที่เนื้อหาจะพูดถึงตัวละครที่เป็น Loser หรือตัวละครเอกที่มีความพิเศษเหนือคนอื่น แต่ในเรื่องนี้กลับมีพระเอกเป็นคนที่สุดแสนจะธรรมดา ที่มีเพียงอุดมการณ์ และความตั้งใจเท่านั้นที่โดดเด่นกว่าคนอื่น

รีวิวอนิเมะ Blue Period

ตัวอนิเมะได้เหมือนพาคนดูย้อนเวลากลับไปยังสมัยสอบเอนทรานซ์ เพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลับอีกครั้ง ด้วยการที่เนื้อหาในช่วงต้นเรื่องคือการพูดถึงการพยาสามสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ซึ่งในเรื่องนี้ก็ได้สร้างตัวละครเหล่าเด็กอยากเข้าม.ศิลปะ ในรูปแบบต่าง ๆ  ที่เป็นเหมือนภาพสะท้อนระบบการศึกษาเด็กศิลปะของญี่ปุ่นโดยแท้จริง ซึ่งแม้ว่าจะเป็นซีรีส์ที่โฟกัสเรื่องของเด็กที่เตรียมสอบ แต่ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวอนิเมะเรื่องนี้ก็ใส่เหตุการณ์, เรื่องราวมากมายมาให้ได้ลุ้น ได้ติดตามแบบไม่มีพัก

นอกจากการพาคนดูไปตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ แล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่อนิเมะเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมาก ๆ เลยคือการพาคนดูทั่วไป ที่ไม่รู้เรื่องศิลปะ มาทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ทั้งในฐานะผู้เสพงาน และเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน ที่เราจะได้เข้าใจถึงแก่น และความหมายของงานศิลปะต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้บทบาทของงานศิลปะในเรื่องก็ยังเป็นตัวสะท้อนความรู้สึกของตัวละได้เป็นอย่างดี

รีวิวอนิเมะ Blue Period

ไม่ใช่แค่ความบันเทิงแบบอนิเมะทั่วไปเท่านั้น แต่ Blue Period ยังเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงระบบการศึกษาของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ไปจนถึงการค้นหาตัวเองของวัยรุ่นระหว่างการตามหาความฝัน และการสร้างตัวตน ซึ่งประเด็นเหล่านี้อนิเมะได้ใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการเล่าเรื่องได้อย่างทรงพลังกว่าที่คิดไว้มาก

โดยรวม Blue Period คืออีกหนึ่งงานซีรีส์อนิเมะน้ำดี ที่นานทีจะมีให้ชม เป็นอนิเมะที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แม้แต่คนที่ไม่อินศิลปะก็สามารถสนุกไปกับมันได้ ประเด็นการค้นหาตัวตน อนิเมะเรื่องถ่ายทอดออกมาได้ดีเกินคาด เหมาะอย่างยิ่งกับใครที่กำลังสอบเอนทรานซ์ หรือกำลังค้นหาสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝันอยากจะเป็น

สามารถรับชมซีรีส์ Blue Period ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB

รีวิวอนิเมะ Blue Period: อนิเมะที่หยิบเรื่องศิลปะมาเล่า

ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/IoE7Z3FKRQ0

Categories
series

Our Beloved Summer (2021)

Our Beloved Summer (2021) คุณเชื่อรักในวัยเรียนไหม

หลายคนคงประทับใจซีรีส์เรื่อง  Our Beloved Summer ใน Netflix มาบ้างแล้ว มันทำให้กลับมาตั้งคำถามว่า  คุณเชื่อรักในวัยเรียนไหม เพราะเนื้อหาของมันมีความอมยิ้ม ครบรสชาติ และเสียน้ำตาไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเรื่องราวนั้นเป็นเรื่องราวที่พระเอกมีนิสัยเด็ก หน้าตาดี แต่นางเอกมีความเป็นคนที่โตกว่าวัย ทำให้ความสัมพันธ์ในฐานะคนรักเก่าในวัยเรียน ซึ่งไม่สามารถกลับมาเจอกันได้ แต่รักในวัยเรียนที่อยู่ในใจมาตลอดทำให้กลับมาเจอกันอีก 10 ปี แล้วจะเป็นยังไงกับพวกเขา แน่นอนว่าเรื่อง  Our Beloved Summer ตอนจบก็อิ่มเอมใจลึกๆ มากเลยทีเดียว

Our-Beloved-Summer-(2021)

                เรื่อง  Our Beloved Summer เป็นซีรีส์ที่ให้ภาพสวยมาก การถ่ายทอดเนื้อหามีความสนุก มีความพ่อแง่แม่งอนอยู่บ้าง แต่ก็เรียกน้ำตาไม่น้อยเหมือนกัน ซึ่งเนื้อเรื่องของซีรีส์เรื่องนี้มันเล่าถึงในช่วงหลายปีหลังจากถ่ายทำสารคดีไวรัลในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย อดีตคู่รักที่ทะเลาะกันสองคนถูกดึงกลับมาที่หน้ากล้อง และเข้ามาในชีวิตของกันและกัน “ชเวอุง” พระเอกของเรื่อง ดูไร้เดียงสาและร่าเริง

แต่เขาต้องการมีบางอย่างเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขา สำหรับสิ่งนั้น เขาแสดงสิ่งที่เขาถืออยู่ในใจของเขา “กุ๊กยอนซู” เป็นนางเอกของเรื่องที่เป็น PR โดยช่วงวัยเรียนตั้งเป้าที่จะเป็นนักเรียนอันดับต้นๆ ในโรงเรียนของเธอ แต่ตอนนี้เธอเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตอย่างดุเดือดและปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงของเธอ

Our-Beloved-Summer-(2021)

                บางครั้งอยากลืมกลับจำ บางครั้งอยากจำกลับลืม ในชีวิตจริงของคนเราก็เช่นกัน ทุกความสัมพันธ์แม้ว่าจะมีความสวยงาม แต่มันไม่ได้สวยงามถ้าความสัมพันธ์นั้นมีบาดแผลในใจ มีหลายคนที่จบกันด้วยไม่ดีชนิดที่ไม่อยากพูดถึงมันอีก แต่มันก็เล่าเรื่องเพื่อสื่อถึงความเป็นอิสระในการใช้ชีวิต มีความชัดเจนในหัวใจของตนเองมากขึ้น ซึ่งมันจะถ่ายทำให้รู้สึกว่า มันดูเรื่อยๆ แต่ว่ามันทำให้คนดูรู้สึกดีไปกับตัวละครชนิดที่ Move On ไม่ได้เลย

Our-Beloved-Summer-(2021)

                เรื่อง  Our Beloved Summer เป็นอีกเรื่องที่แนะนำอย่างมาก ทำให้เราอิ่มเอมใจ ประทับใจทุกครั้งที่ได้เห็นความสัมพันธ์กลับมาอีกครั้งในวัยหนุ่มสาว โดยถ่ายทอดออกมาให้สอดแทรกเชิงสารคดีเข้ามา ทำให้ไม่น่าเบื่อ ไม่ผิดหวังที่จะกลับมาดูย้อนหลังอีกครั้ง แม้จะจบไปไม่กี่เดือนแล้วก็ตาม แต่มันก็มีทั้งความตลก ความคลั่งรักไปในตัวของคู่พระเอก นางเอก แม้นางเอกจะไม่ค่อยชอบก็ตาม แต่นั่นมันสร้างสีสันได้ไม่น่าเชื่อ

Our Beloved Summer (2021)

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
anime

JoJo’s Bizarre Adventure

ในที่สุดก็มา JoJo’s Bizarre Adventure : STONE OCEAN โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ: สโตนโอเชียน

รีวิวอนิเมะซีรีย์ภาคที่ 6 ของหนึ่งในการ์ตูนที่มีคนติดตามมากที่สุดในโลก โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ จากปลายปากกาของอาจารย์ ฮิโรฮิโกะ อารากิ เป็นกลับมาอีกครั้งกับการผจญภัยของสายเลือดโจสตาร์ คูโจ โจลีน บุตรสาวสายเลือดตรง คูโจ โจทาโร่

JoJo'Bizarre Adventure
JoJo’Bizarre Adventure

เรื่องย่อ

โจลีน เด็กมีปัญหาลูกสาวของ โจทาโร่ กับคุณแม่ชาวอเมริกัน(ไม่ระบุชื่อ) หลังจากพ่อเมินเฉยด้วยการเดินทางไม่หยุด แน่นอนว่าไปทั่วโลกเพื่อแก้ปัญหาแสตนด์วายร้ายและโจลีนไม่เคยรู้ วันหนี่งโจลีนถูกยัดข้อหาเข้าคุก สิ่งที่โจทาโร่ส่งมาให้ก่อนสิ่งอื่นคือล็อกเก็ตที่ด้านในมีชิ้นส่วนของหัวลูกศร โจลีนถูกหัวลูกศรสะกิดนิ้วจนเลือดออก หลังจากนั้นความสามารถแสตนด์ของเธอก็ถุกปลุกขึ้นมา

โจลีนเดินเข้าคุกไปด้วยความสามารถที่เกิดขึ้นมาใหม่ โดยที่ไม่รู้เลยว่าในคุกนั้นมีแผนการร้ายของใครบางคนรอคอยอยู่คนที่มีความสามารถของแสตนด์เช่นกัน และมันรอคอยให้โจทาโร่มาเยี่ยมโจลีนเพื่อที่จะจัดการพ่อลูกคู่นี้ไปพร้อมๆกันในคราวเดียว

JoJo'Bizarre Adventure
JoJo’Bizarre Adventure

จุดเด่นของเรื่อง

คูโจ โจทาโร่ ฮีโร่สุดสตรองข้ามภาคในชุด โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ จนเป็นหนึ่งในแคแรคเตอร์อมตะของโลกอนิเมะ การได้กลับมาพบกับโจทาโร่อีกครั้งเป็นสิ่งที่แฟนๆคิดถึง

คูโจ โจลีน สายเลือดสุดแซ่บที่เริ่มต้นเรื่องก็มีเนื้อหา 18+ เด็กสาวใจแตกที่มีพลังแสตนด์ประจำตระกูลโจสตาร์อยู่ในตัว Stone Ocean แสตนด์มีลักษณะเป็นเส้นด้ายที่พลิกแพลงได้ทั้งอ่อนหยุ่นและแข็งแกร่ง ในด้านเกจวัดความแข็งแรงของพลังอาจไม่เท่ารุ่นพ่อรุ่นอาได้ แต่ในด้านความฉลาดเหมือนถอดแบบมาจากคุณปู่โจเซฟ โจสตาร์ยังไงอย่างนั้น

JoJo'Bizarre Adventure
JoJo’Bizarre Adventure

เนื้อหา คู่ต่อสู้ภาคนี้มีความฉลาดและเป้าหมายสำคัญบางอย่าง มาพร้อมกับแสตนด์ที่บังคับผู้คนและยังขโมยบางสิ่งจากคู่ต่อสู้ได้ ในด้านความแข็งแกร่งก็ต้องบอกว่าไม่โดดเด่น แต่ตัวร้ายอาศัยสถานการณ์และการวางแผนการสร้างความได้เปรียบ จึงเป็นการชิงไหวขิงพริบกันตลอดทั้งเรื่องอันเป็นแนวทางหลังๆของอาจารย์ ฮิโรฮิโกะ อารากิ ที่เน้นความพลิกแพลงมากขึ้นแทนที่การตะบันกันด้วยกำลังอย่างเดียว

สุดยอดด้านภาพ Animax สตูดิโอที่รับหน้าที่ผลิตให้กับ Netflix ครั้งนี้ทำงานมาสเตอร์พีซของ JoJo’s Bizarre Adventure เลยทีเดียว ภาค Stone Ocean เป็นการถ่ายทอดลายเส้นมังงะเป็นภาพเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบ ด้วยเทคนิคด้านภาพสามมิติที่ผสมกับการแปลงลายเส้นที่เยี่ยมยอด เรียกว่าถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวเวลาเราอ่านมาอยู่ในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนที่จินตนาการเอาไว้จนต้องปรบมือให้

JoJo'Bizarre Adventure
JoJo’Bizarre Adventure

สรุปว่าจะดูหรือข้ามดี

บอกเลยว่าแฟน โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ เขาไม่พลาดกันอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่ใช่แฟนคลับการดู JoJo’s Bizarre Adventure: STONE OCEAN อาจเป็นอะไรที่งงๆอยู่หน่อยว่าแสตนด์คืออะไร โจทาโร่เป็นใคร แสตนด์เกิดขึ้นได้ไง แต่ตัวเรื่องก็พยายามอธิบายผ่านตัวละครอยู่แล้ว ถ้ายอมเรียนรู้สักหน่อยการดูซีรีย์อนิเมะชุดนี้คือความบันเทิงที่เป็นส่วนผสมระหว่างเนื้อเรื่องที่โดดเด่นกับภาพที่สวยงามอย่างแท้จริง ดูเลย!

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

Bulgasal Immortal Souls (2021)

Bulgasal Immortal Souls (2021) ความอมตะที่มันต้องแลกด้วยชีวิต

ใครจะเชื่อว่าคนอมตะจะไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ แต่บางทีความอมตะใช่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดีเสมอไป โดยซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทอดออกมาได้มีความแปลกใหม่ มีความแหวกแนวแต่ลงตัวความเป็นโคเรียนสไตล์อย่างมาก ต้องมีเรื่องย้อนยุคไปในยุคโบราณ กับยุคสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต้องมีเรื่อง Bulgasal: Immortal Souls อย่างแน่นอน เพราะมันได้ฉายในปี 2021 หากใครได้ดูรับรองจะติดใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว

Bulgasal
Bulgasal

               ซีรีส์แฟนตาซีเรื่องนี้เหมือนหมุนรอบตัวละครสองตัว คนแรกคือผู้หญิงที่ผ่านการจุติมาหลายครั้งในช่วง 600 ปีที่ผ่านมาและจดจำชีวิตในอดีตของเธอทั้งหมด และคนที่สองคือผู้ชายที่มีชีวิตอยู่มานานกว่า 600 ปีในฐานะบูลกาซาล (Bulgasal) ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานที่กินเลือดมนุษย์ และถูกสาปแช่งด้วยความเป็นอมตะ

“แดนฮวาล” พระเอกของเรื่องเคยเป็นมนุษย์เมื่อ 600 ปีก่อน เขากลายเป็นบุลกาซาลในสมัยราชวงศ์โชซอนขณะเป็นทหารและเสร็จสิ้นภารกิจเพื่อสะสางภารกิจส่วนที่เหลือของราชวงศ์ก่อนหน้านี้ “มินซังอุน” เป็นนางเอกของเรื่องซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบูลกาซาล แต่กลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ หลังจากประสบกับการสูญเสียแม่และพี่สาวฝาแฝดของเธอด้วยน้ำมือของฆาตกรที่ไม่ปรากฏชื่อ “มินซังอุน” ก็หนีไปพร้อมกับ “มินซาโฮ” น้องสาวของเธอและใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ ในการซ่อนตัว

Bulgasal
Bulgasal

แม้ว่าเธอจะทำงานอย่างหนักเพื่อปกปิดชื่อและตัวตนของเธอ แต่การปรากฏตัวของบูลกาซาลเปลี่ยนชีวิตที่เป็นความลับของเธอ ส่วน “อ๊กอึลแท” อีกคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในความลับ เขามีความสุขกับความเป็นอมตะมาตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาและได้สะสมความมั่งคั่งมหาศาล ซึ่งเขาใช้เพื่อควบคุมนักการเมือง นักธุรกิจ และสื่อ ด้วยความงามที่เสื่อมโทรมและเสน่ห์ที่ล้นหลาม เขามีส่วนผสมทั้งหมดที่จะเป็นบุคคลที่ทรงพลังที่สุดในเกาหลี

“แดนซอล” เป็นลูกสาวของครอบครัวที่มีอำนาจซึ่งจบลงด้วยการแต่งงานกับ “แดนฮวาล”เพราะพ่อของเธอ เธอมีบางอย่างที่พิเศษที่คนอื่นไม่เข้าใจ

Bulgasal
Bulgasal

               จึงไม่แปลกใจเลยว่าที่มาของชื่อเรื่องภาษาไทยที่ชื่อว่า “วิญญาณอมตะ” ทำให้การใช้ชีวิตผิดแผกจากมนุษย์ค่อนข้างมาก แต่เนื้อเรื่องกลับเดินเรื่องดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ ชีวิตอมตะใช่ว่าทุกคนจะพอใจในสิ่งที่มีอยู่เสมอไป บางครั้งความอมตะต้องแลกมาเพื่อบางสิ่งบางอย่างตามมาเสมอ และความอมตะใช่ว่าทุกคนจะต้องการ จึงทำให้เห็นด้านมืดของความเป็นอมตะที่มีทั้งต้องการและไม่ต้องการในเวลาเดียวกันอีกด้วย

Bulgasal

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Catching Killers

Catching Killers สารคดีสืบสวนสอบสวน ที่นำ 3 คดีดังของอเมริกา มานำเสนอผ่านมุมมองการสืบสวนของตำรวจ

ตัวซีรีส์อัดแน่นด้วยความสนุก เข้มข้นแบบหนังตำรวจ ที่จะพาคนดูไปร่วมตามล่าคนร้ายอย่างชวนติดตาม คอหนัง/ซีรีส์สืบสวนห้ามพลาด!!

Catching Killers คืออีกหนึ่งผลงานซีรีส์สารคดีจาก Netflix ที่เรียกได้ว่าทำมาเพื่อเอาใจแฟนสารคดีสืบสวนสอบสวนโดยเฉพาะ เพราะนี่คือการนำเสนอเรื่องราวการจับฆาตกรดังในอเมริกา จำนวน 4 EP. จาก 3 คดีจริง โดยทุกเรื่องจะถูกนำเสนอผ่านมุมมองของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบการสืบสวนคดีเหล่านั้น สำหรับเนื้อหาของแต่ละ EP. ก็จะมีดังนี้

Catching killers
Catching killers

EP.1: Body Count: The Green River Killer

เป็นการสืบหาตัวคนร้าย ผู้ได้ฉายาว่า “กรีน ริวเวอร์ คิลเลอร์” หรือ “นักฆ่าลุ่มแม่น้ำเขียว”ที่ได้ลงมือก่อคดีในช่วงปี 1987 – 1989 โดยคดีนี้ได้มีการลงมือฆาตกรรมผู้หญิงที่มีเหยื่อทั้งสิ้นรวมถึง 90 ราย ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ได้สร้างความสะเทือนขวัญในประเทศอเมริกา

EP.2: Manhunter: Aileen Wuornos

เรื่องราวการตามล่าฆาตกรต่อเนื่องที่เลือกลงมือเฉพาะเหยื่อที่เป็นผู้ชายเป็นหลัก ก่อนจะพบว่าฆาตกรรายนี้ คือฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นผู้หญิงคนแรกของสหรัฐอเมริกา ซึ่งคดีนี้ก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นหนังเมื่อปี 2003 เรื่อง Monster ที่กำกับโดย แพตตี้ เจนกินส์ (Wonder Women) และนำแสดงโดย ชาร์ลิซ เธียรอน (Fast 9)

EP.3-4 True Lies, Part 1: The Happy Face Killer

ในช่วงปี 1990 ได้มีการพบศพของหญิงสาวนิลนามคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ในป่าในรัฐโอเลกอน จนหลังจากที่ทราบชื่อของเหยื่อ ทางตำรวจก็ได้ทำการสืบสวนราวเรื่องจนพบว่าได้มีผู้ต้องสงสัยคือสามีภรรยาผู้สูงวัยคู่หนึ่ง เมื่อเริ่มสอบสวนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องพบกับความลึกลับซับซ้อน และความน่าสะเทือนใจ จนหลังจากที่ได้จับกุมสองสามีภรรยาดังกล่าวข้อหาฆาตกรรมไปได้ ตำรวจก็ต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ เมื่อปี 1994 ได่มีจดหมายปริศนาที่อ้างว่าเขาคือฆาตกรตัวจริง ส่งมาท้าทายเจ้าหน้าที่ให้ต้องกลับมาทำการสืบสวนใหม่อีกครั้ง

Catching killers
Catching killers

สำหรับตัวซีรีส์ชุด Catching Killers นี้ ก็เรียกได้ว่าเป็นสารดดีสืบสวนตามสไตล์ Netflix คือการนำเสนอเรื่องจริง คดีจริง ให้ออกมาสนุก ชวนติดตาม พร้อมเนื้อหาที่จบในตอนแบบเดียวกับสารดดีชุด Unsolved Mystery โดยตัวสารคดีชุดนี้จะเน้นไปทางสายสืบสวนเน้น ๆ มากกว่าแค่การเล่าเรื่องภาพรวมของคดี

Catching killers
Catching killers

ซึ่งในแต่ละตอนซีรีส์จะได้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลการสืบสวนคดีนั้น ๆ กลับมาเล่าการสืบสวนของแต่ละคดี ส่วนการนำเสนอภาพ สารคดีจะมีการใช้ฟุตเทจจริง ภาพจากที่เกิดเหตุจริง มาผสมผสานกับฉากจำลองที่ถ่ายขึ้นมา ที่จะให้อารมณ์ชวนติดตามไม่แพ้ซีรีส์สืบสวนเรื่องอื่น ๆ

Catching killers
Catching killers

แต่ก็อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้าว่าสารคดีชุดนี้คือการนำเสนอคดีจริงในมุมมองของตำรวจเท่านั้น และแต่ละคดีจะเล่าแบบจบในตอนเป็นหลัก ทำให้เนื้อหาของแต่ละคดีไม่ได้มีการเจาะลึกมากนักหากเทียบกับซีรีส์สารคดีที่โฟกัสเป็นคดีนั้น ๆ ไป เพราะตัวสารคดีชุดนี้จะเล่าแค่มุมการทำงานของตำรวจเป็นหลักเท่านั้น ซึ่งในขณะเดียวกันการทำงานบางขั้นตอนเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถระบุรายละเอียดมาก แต่ในด้านภาพรวมการสืบสวน หนังจะเล่าให้เห็นภาพ และคนดูตามทันมากที่สุด ฉะนั้นนี่อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่เหมาะกับคนที่ชอบเนื้อหาเจาะลึก นำเสนอเหตุการณ์แบบละเอียดมากนัก

Catching killers
Catching killers

โดยรวม Catching Killers เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสารคดีสืบสวนสอบสวนที่น่าจะถูกใจคอหนัง หรือซีรีส์แนวนี้ไม่น้อย เพราะนี่เป็นการพาทุกคนไปย้อนรอยคดีดัง ผ่านมุมมองการทำงานของตำรวจ ที่เล่าออกมาได้ชวนติดตาม แต่ละ EP จะให้ความสนุกเหมือนว่าคนดูได้ไปร่วมตามติดวิธีการสืบหาตัวคนร้ายของเจ้าหน้าที่ ใครที่ชอบดูอะไรที่เป็น Cop Show เรื่องนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งสามารถรับชมซีรีส์สารคดี Catching Killers ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Catching Killers

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes, IMDB

Categories
series

รีวิว HELLBOUND

รีวิวHELLBOUND ซีรีย์ที่พูดถึงความดีความเลวด้วยนรกตัวเป็นๆ

และแล้วก็มาถึงซีรีย์เกาหลีเรือธงของ NETFLIX แนวสยองขวัญปนสืบสวนสอบสวนปิดท้ายปลายปี 2021 ที่สมศักดิ์ศรีผู้นำด้านสื่อบันเทิงฝั่งตะวันออกจริงๆ

เรื่องย่อ Hellbound

HELLBOUND
HELLBOUND

เมื่อโลกได้รู้จักกับนรกตัวเป็นๆ จากคลิปไวรัลในอินเตอร์เน็ตที่มีตัวประหลาดขนาดประมาณสองเท่าของมนุษย์รูปร่างเหมือนเดอะฮัล์คแต่ดำทะมึนพร้อมด้วยควันลอยล่องเหมือนอย่างกับว่าเป็นกลุ่มควันที่มีชีวิต ปรากฏตัวจากที่ไหนไม่รู้เข้ามาทุบบุคคลเป้าหมายจนเละ ปล่อยแสงใส่จนเหยื่อเหลือแต่ซากแล้วจากไปแบบไร้ร่องรอย

บางคนคิดว่านี่เป็นภาพตัดต่อคอมพิวเตอร์กราฟฟิค บางคนคิดว่าจริง และมีลัทธิ “สัจจธรรรมใหม่” อ้างว่านี่คือสาส์นคำเตือนจากพระเจ้าที่บอกว่ามนุษย์ต้องหยุดทำเรื่องชั่วร้าย ในขณะที่มีกลุ่มลูกศรที่ดูเหมือนมีความเชื่อมโยงกับลัทธิสัจจธรรมใหม่ออกไล่ล่าคนชั่วโดยทำตัวเหมือนศาลเตี้ย

ในที่สุดก็เกิดเหตุครั้งใหม่กลางใจเมืองเมื่อสัตว์ประหลาดสีดำออกไล่ล่าเป้าหมายกลางถนน เหยื่อวิ่งหนีเป็นเวลานานท่ามกลางชุมชน หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจพวกมันก็กระโดดหายเข้าไปกลางอากาศเหมือนกับไม่เคยมีอยู่

HELLBOUND
HELLBOUND

กลายเป็นคดีใหญ่ที่มีพยานเห็นเหตุการณ์จำนวนมาก นักสืบ จิน เคียว ฮุน ได้รับคำสั่งให้ตามติด จอง จิน ซู ประธานลัทธิสัจจธรรมใหม่ว่ามีความเกี่ยวข้องกับการตายของเหยื่อสัตว์ประหลาดหรือเปล่า ในขณะที่ชาวเน็ตพากันขุดคุ้ยเรื่องความชั่วของเหยื่อที่ถูกสังหารกลางกรุงโซล

ไม่นานนักก็มีผู้ที่ได้รับคำทำนายเวลาตายคนใหม่ เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสองที่มีคลิปการรับคำทำนายเป็นหลักฐาน เธอไปหาอัยการสาวชื่อดัง มิน เฮ จิน ด้วยความเสียขวัญและบอกว่าลัทธิสัจจธรรมใหม่ต้องการถ่ายทอดสดการ “แสดง” การลงทัณฑ์ของพระเจ้าที่เธอจะได้รับ แลกกับเงินสามล้านวอนทิ้งไว้ให้ลูกๆ!

HELLBOUND
HELLBOUND

ความรู้สึกหลังดู Hellbound

สำหรับหนังเกาหลีนั้นจะเป็นแนวไหนก็แล้วแต่สิ่งที่สอดแทรกเข้ามามักจะเป็นดราม่าหนักๆแทบทุกเรื่อง 

ดังนั้นแม้ว่าเรื่องนี้จะออกแนวสยองขวัญกับแนวสืบสวน แต่เรื่องของคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ก็ทำออกมาบีบหัวใจคนดูแบบตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องแม่ลูกสองที่ต้องมารู้เวลาตายยินยอมรับเงินค่าถ่ายทอดสดเพื่อทิ้งไว้ให้ลูก นักสืบที่เชื่อว่าเรื่องนี้มีเบื้องหลังแต่กลับมีลูกสาวที่เข้าไปเป็นสาวกของลัทธิ อัยการสาวที่มีแม่เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นส่วนผสมที่ใส่เข้าไปแบบอัดแน่นความเป็นดราม่าไว้เต็มๆ

ในส่วนของโปรดักชั่นนั้นไม่ได้เนี๊ยบแบบไม่มีที่ติ แต่ก็เหมาะสมดูไม่ขัดตา แต่ที่ดูชัดเจนมากคือความสมจริงของการทำร้ายทั้งเลือดทั้งสภาพแบบจัดเต็ม

HELLBOUND
HELLBOUND

ใครจะดู Hellbound แบบบันเทิงอาจต้องมีทำใจรับความรุนแรงแบบไม่กั๊กทั้งในด้านเนื้อหาและด้านภาพ เรื่องราวมีการตั้งคำถามตรงๆกับบทลงโทษในกฎหมายปัจจุบันว่าหนักพอแล้วหรือไม่ ซึ่งก็สุ่มเสี่ยงเป็นความรุนแรงด้านความคิดอย่างมาก และยังมีเรื่องความเชื่อของผู้คนเป็นแกนเรื่องขนานไปด้วยกันเมื่อใดที่ผู้คนเชื่อในสิ่งที่แตกต่างกันจนสุดขั้วความรุนแรงก็เกิดขึ้นได้ในสังคม 

เหมือนว่าผู้กำกับโยนระเบิดทางความคิดมาให้คนดูพิจารณาเอาว่าสังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันดูดีอย่างที่ฉาบหน้าไว้หรือเปล่า ถ้าหากมีวิกฤตบางอย่างจนโครงสร้างมันแตกออกจะรับมือกับสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ได้อย่างไร

ส่วนกิมมิก(gimmick)ปริศนาของการมาของสัตว์ประหลาดที่จะเป็นนรกหรือพระเจ้าส่งมานั้น คงต้องไปหาคำตอบกันเองใน Hellbound ถ่ายทอดสดเขตนรกที่ NETFLIX พากย์ไทย 6 ตอนจบ

Hellbound

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวหนัง No One Gets Out Alive

No One Gets Out Alive อีกหนึ่งงานสยองขวัญสูตรสำเร็จจาก Netflix ที่แม้การเล่าเรื่องจะไม่ใหม่ แต่ความหลอน ความน่ากลัว

ความลึกลับกลับทำออกมาได้ชวนติดตาม โดยเฉพาะตอนจบ ที่เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ที่ไม่ควรพลาด

เรียกได้ว่าเป็นค่ายที่ทยอยปล่อยหนัง และซีรีส์สยองขวัญ ระทึกขวัญ ออกมาให้ได้ชมกันแบบต่อเนื่องไปแล้ว สำหรับ Netflix ที่แต่ละวีค จะมีหนังแนวนี้ทั้งจากฝั่งเอเชีย และตะวันตกออกมาให้ชมแบบไม่ขาดสาย สำหรับ No One Gets Out Alive คือหนึ่งในงานล่าสุดของสตรีมดัง ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ ซานเตียโก เมนกินี เขียนบทโดย จอน โครเกอร์ (The Woman in Black 2: Angel of Death) และ เฟอร์นันดา ค็อปเปล (ซีรีส์ How to Get Away with Murder) ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของ อดัม เนวิลล์

No One Gets Out Alive
No One Gets Out Alive

ตัวหนังจะว่าด้วยเรื่องราวของ เอมบาร์ (คริสติน่า ร็อดโล) หญิงสาวชาวเม็กซิกัน ที่ได้เดินทางเข้ามาทำงานในอเมริกาอย่างผิดกฎหมาย โดยเธอได้ไปเช่าอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งอยู่ ที่นั่นเธอได้พบกับ เรด (มาร์ค เมนชาลา) เจ้าของบ้านมาดโหด ที่มาพร้อมพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งในระหว่างที่ เอมบาร์ อาศัยอยู่ที่อพาร์ทเมนต์แห่งนี้ เธอก็ได้พบกับเหตุการณ์ชวนขนลุกมากมาย จนเมื่อเธอได้พบความจริงทั้งหมดของที่แห่งนี้ มันก็ได้เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล

No One Gets Out Alive
No One Gets Out Alive

No One Gets Out Alive ยังคงเป็นหนัง Gerne แนวสยองขวัญสูตรสำเร็จ ที่มาพร้อมการดำเนินเรื่องที่ไม่ได้แปลกใหม่ หรือหวือหวามาก ตัวหนังดำเนินเรื่องแบบที่พอเดาทิศทางได้ แต่ก็ยังสามารถมอบความบันเทิงให้กับคนดูได้เป็นอย่างดี

No One Gets Out Alive
No One Gets Out Alive

โดยหนังมาพร้อมกับการสร้างเงื่อนไขที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้กับตัวละคร ที่ต้องเอาชีวิตรอดจากทั้งชีวิตการงาน และการเอาชีวิตรอดจากสิ่งลี้ลับ ความสนุกของหนังคือการที่คนดูได้ร่วมเอาใจช่วยไปกับตัว เอมบาร์ ที่ต้องเผชิญกับสถาการณ์อันน่าอึดอัดตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งหนังก็ค่อย ๆ ไต่ระดับความสนุก เข้มข้น ไปพร้อม ๆ กับการค่อย ๆ เผยความสยองที่คนดูแทบจะคาดเดาไม่ได้ ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างในตอนจบ ซึ่งขอแนะนำว่าหากยิ่งรู้น้อยกับเรื่องนี้ อาจทำให้คุณประทับใจกับหนังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น

No One Gets Out Alive
No One Gets Out Alive

ด้านความน่ากลัว สำหรับเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นหนังผีที่ขายฉากตุ้งแช่ หรือความสยดสยองมากนัก ผีในเรื่องนี้ก็จะมาในรูปแบบของร่างคนที่คอยมาทำหน้าที่บอกใบ้เหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งผู้สร้างก็ได้มีการเล่นกับจังหวะการปรากฏตัวของผี ออกมาได้อย่างมีชั้นเขิง ในการสามารถสร้างบรรยากาศที่น่าขนลุก นอกจากนี้หนังยังซ่อนไฮไลท์เด็ดเอาไว้ในช่วงท้าย ที่จะเผยความสยดสยอง ความโหด ที่จะเซอร์ไพรส์คนดู ที่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตอนจบที่น่าจดจำไม่น้อย

ในส่วนของข้อเสียของ No One Gets Out Alive คือความที่หนังมาพร้อมความยาวที่ค่อนข้างจำกัด ด้วยความยาวเพียง 1 ชั่วโมง 27 นาที ทำให้หนังต้องเล่าเรื่องแบบกระชับ รวบรัด จนทำให้ความเข้มข้น หรือดีเทลล์บางอย่างของหนังหายไป โดยเฉพาะการนำเสนอความน่ากลัวของผีในเรื่อง ที่ทำออกมาได้ไม่สุดเท่าที่ควร

No One Gets Out Alive
No One Gets Out Alive

โดยสรุป No One Gets Out Alive เป็นอีกหนึ่งหนังสยองขวัญสูตรสำเร็จ ที่ตัวเรื่องอาจไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ หวือหวามาก แต่ด้วยโทนเรื่อง และวิธีการสร้างสรรค์ความน่ากลัวที่มีชั้นเชิง ทำให้หนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่มีของดีในตัวไม่แพ้หนังสยองขวัญเรื่องอื่น ๆ ใครที่ชอบหนังแนวบ้านผีสิง เนื้อหาสนุก ชวนติดตาม นี่เป็นอีกเรื่องที่อยากแนะนำ

สามารถรับชม No One Gets Out Alive ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

No One Gets Out Alive

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Maid

Maid ซีรีส์แนวสู้ชีวิต ที่มาพร้อมดราม่า และประเด็นสะท้อนสังคมที่หนักหน่วง

การแสดงของ มาร์กาเรต เควลลี่ คือสิ่งที่แบกซีรีส์เรื่องนี้เอาไว้โดยแท้จริง

ปีนี้ยังคงเรียกได้ว่าเป็นปีทองของซีรีส์จาก Netflix ก็ว่าได้ เพราะหลังจากที่ล่าสุดซีรีส์เกาหลีอย่าง Squid Game ก็ได้กลายเป็นคอนเทนต์ของเกาหลีที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก นอกจากนี้ก็ยังมี Midnight Mass ซีรีส์สยองขวัญจาก ไมค์ ฟลานาแกน (Doctor Sleep) ที่กลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ชั้นดีที่คอหนัง คอซีรีส์ต่างยกย่อง และเป็นที่กล่าวขวัญ ล่าสุด Netflix ก็ได้มี Maid อีกหนึ่ง Limited Series ที่เป็นการร่วมมือกันของสตรีมดัง และ Warner Bros. ผลงานการสร้างสรรค์โดย มอลลี่ สมิธ เมตส์เลอร์ (ซีรีส์ Shameless) ที่แรงบันดาลใจมาจากหนังสือของ สเตฟานี่ แลนด์

Maid
Maid

Maid เป็นซีรีส์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ อเล็กซ์ (มาร์กาเรต เควลลี่) คุณแม่วัยสาว ที่ได้ตัดสินใจหนีออกจากบ้านของ ฌอน (นิค โรบินสัน) สามีของเธอ หลังจากที่เธอต้องทนจากความรุนแรง โหดร้าย เพราะอาการติดเหล้าของเขามาเนิ่นนาน โดยหลังจากที่หนีออกมา อเล็กซ์ ก็ได้กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องประสบปัญหา และอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะปัญหาด้านการเงิน ทำให้ อเล็กซ์ ต้องหันไปรับจ้างทำงานเป็นแม่บ้านเพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูก

โดยซีรีส์ Maid เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งงานจากด้านฝั่งฮอลีวูดที่มาพร้อมการเล่าเรื่องที่แปลกตากว่าเรื่องอื่น ๆ พอสมควร เพราะนี่เป็นซีรีส์แนวสู้ชีวิต ที่จะหนักหน่วงไปด้วยฉากดราม่า และเนื้อหาที่พูดถึงดารดิ้นรนต่อสู้ของชนชั้นล่าง นอกจากนี้นี่ยังเป็นงานที่สะท้อนประเด็นปัญหาของความรุนแรงของครอบครัว การต่อสู้ของผู้หญิง ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ อีกด้วย

Maid
Maid

ตัวซีรีส์จะพาคนดูไปร่วมผจญภัยกับตัว อเล็กซ์ ตั้งแต่ฉากแรกของเรื่อง หลังจากนั้นตลอดทั้ง 10 EP. คนดูจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตัวละคร ที่จะต้องตามติด และเอาใจช่วยเธอจากปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ความสนุกคือซีรีส์ได้นำเสนอด้านตกต่ำสุดของตัวละคร ออกมาได้อย่างน่าติดตาม โดยเฉพาะการกระหน่ำเรื่องร้าย ๆ และการสร้างเงื่อนที่บีบอารมณ์มาใส่ตัวละครแบบไร้ปราณี จนทำให้ Maid เป็นซีรีส์ที่ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกเหนื่อยไปกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตัวละครต้องประสบพบเจอ แต่กระนั้น ตัวซีรีส์ก็ยังไม่ถึงกับใจร้ายจนเกินไป เพราะระหว่างเรื่อง จะยังมีการสอดแทรกความหวัง และฉากครอบครัวที่อบอุ่นมาช่วยเยียวยาจิตใจเป็นพัก ๆ

ด้านบทซีรีส์เรื่องนี้ก็เรียกได้ว่าทำออกมาได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวออกมาได้อย่างสมจริง ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอพาร์ทครอบครัว พาร์ทชีวิตคู่ ไปจนถึงการทำงาน ที่ล้วนแต่สร้างมิติให้ตัวละคร อเล็กซ์ ให้มีน้ำหนัก และมีพลัง จนกลายเป็นตัวละครที่คนดูจะต้องหลงรักไม่มากก็น้อย นอกจากนี้ซีรีส์ก็ได้สอดแทรกประเด็นต่าง ๆ เข้าไปในเรื่องได้อย่างลงตัว จนดูไม่ยัดเยียดข้อคิด หรือพยายามให้คนดูด่วนตัดสินสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องจนเกินไป แต่ซีรีส์จะให้คนดูได้ร่วมตั้งคำถาม และร่วมหาคำตอบไปกับตัวละครเอง

Maid
Maid

ด้านการแสดง ต้องขอชื่นชมการแสดงของ มาร์กาเรต เควลลี่ ที่ถ่ายทอดบท อเล็กซ์ ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เรียกได้ว่าเป็นฝีมือการแสดงแบบก้าวกระโดดของเธอก็ว่าได้ เพราะในเรื่องนี้เธอได้สลัดภาพสาวไฮสคูล มาสู่หญิงสู้ชีวิต ที่ต้องถ่ายทอดฉากอารมณ์เกือบตลอดทั้งเรื่อง โดย มาร์กาเรต ก็นำเสนอบทบาทออกมาได้เป็นธรรมชาติ และสามารถตรึงคนดูได้อยู่ทั้งเรื่อง

Maid
Maid

โดยรวม Maid เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ขนาดสั้นของ Netflix ที่ดีงามมาก ๆ ชองปีนี้ ที่นอกจากซีรีส์จะถ่ายทอดเรื่องราวการสู้ชีวิตออกมาได้อย่างชวนติดตามแล้ว ซีรีส์ก็ยังได้สอดแทรกปัญหาสังคมเอาไว้ด้วย ที่สำคัญนี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าจะช่วยเยียวยาใครหลาย ๆ คนที่กำลังท้อแท้ สิ้นหวังกับชีวิต ให้กลับมาลุกขึ้นสู้ได้อีกครั้ง

สามารถรับชมซีรีส์ Maid ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Maid

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: IMDB

Categories
series

รีวิวซีรีส์ House of Secrets: The Burari Deaths

House of Secrets The Burari Deaths สารคดีที่ตีแผ่คดีดังของอินเดีย ที่จัดเต็มด้วยบรรยากาศที่น่ากลัว

ชวนขนลุก จัดเต็มด้วยฟุตเทจจริงที่เห็นแล้วหดหู่ น่าสะเทือนใจ พร้อมการเล่าเรื่องแบบชำแหละคดีแบบเจาะลึก และชวนติดตาม

Netflix ยังคงเป็นเจ้าพ่อสตรีมที่สร้างคอนเทนต์สารคดีคุณภาพมาให้ได้ชมอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งใน Genre ของสารคดียอดนิยมของสตรีมนี้คือสารคดีแนวอาชญากรรม สืบสวนสอบสวน โดยล่าสุดได้มีซีรีส์เรื่อง House of Secrets: The Burari Deaths ที่เป็นผลงานที่หยิบเอาคดีดังของประเทศอินเดีย เมื่อปี 2018 มานำเสนอ

House of secret The Burari Deaths
House of secret The Burari Deaths

สำหรับคดีที่สารคดีเรื่องนี้พูดถึงคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2018 ในเมืองเดลี ที่ได้มีการพบกับร่างไร้วิญญาณ 11 ร่าง ของครอบครัวหนึ่ง ได้ผูกคอตายกันภายในบ้าน ด้วยความที่จำนวนคนตายที่เยอะ และวิธีการลงมือที่ชวนสะเทือนใจ ทำให้คดีนี้กลายเป็นที่สนใจของผู้คนในประเทศอินเดียตอนนั้นเป็นอย่างมาก โดยทุกคนต่างตั้งคำถามว่าคนในครอบครัวนี้ได้ถูกฆาตกรรม หรือฆ่าตัวตาย และมีเรื่องเหนือธธรรมชาติมาเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไร?

House of Secrets: The Burari Deaths เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผลงานคอนเทนต์ที่รุนแรง และหดหู่ ที่สุดของ Netflix พอ ๆ กับเรื่อง American Murder: The Family Next Door ที่เคยสร้างความสะเทือนใจคนดูทั่วโลกมาแล้วเมื่อปี 2020 แต่สำหรับสารคดีชุดนี้มันเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ชวนขนลุก น่ากลัวตลอดทั้งเรื่อง โดยตัวซีรีส์ได้พาคนดูย้อนเวลาไปยังช่วงเวลาที่เกิดขึ้นของคดีนี้ เริ่มตั้งแต่วินาทีที่เพื่อนบ้านพบศพทั้ง 11 ศพ ก่อนจะพาคนดูค่อย ๆ ไปสำรวจแต่ละเหตุการณ์ และถกเถียงถึงความน่าจะเป็นต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

House of secret The Burari Deaths
House of secret The Burari Deaths

ซีรีส์เรื่องนี้ได้มีการเพิ่มความสมจริง และเพิ่มอารมณ์ร่วมให้กับคนดู ด้วยการนำฟุตเทจจริง ๆ มาใส่ในซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นฟุตเทจที่ถ่ายตอนพบศพ 11 ศพ โดยได้มีการลดความน่ากลัว ด้วยการใช้ฟุตเทจที่เห็นเพียงเชือกที่ผูกคอ และเท้าของศพเท่านั้น พร้อมทั้งยังรวบรวมฟุตเทจภาพของสมาชิกในครอบครัวเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ มาย้อนภาพให้ได้เห็นตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งเมื่อซีรีส์เลือกใช้ภาพจริง แม้ว่าจะไม่ได้เห็นภาพความรุนแรงชัด ๆ แต่มันก็ได้สร้างความหวาดกลัว หดหู่ ให้กับคนดูที่ได้เห็น โดยเฉพาะภาพบรรยายากาศตอนพบศพที่แปลกตา และอาจติดตาของคนดูแบบที่ไม่มีทางลืมลง

House of secret The Burari Deaths
House of secret The Burari Deaths

ในส่วนของการตามหาความจริง ตัวซีรีส์ก็เรียกได้ว่าถ่ายทอดออกมาได้ชวนติดตาม ไม่แพ้สารคดีแนวเดียวกันเรื่องอื่น ๆ โดยซีรีส์ค่อย ๆ พาคนดูไปชำแหละครอบครัวบูรารี ที่ละเล็ก ละน้อย โดยมีการนำเสนอที่เป็นกลาง ไม่หันเหคนดูให้ปักใจเชื่อไปทางใดทางหนึ่ง แม้ว่าบางช่วงเหมือนว่าซีรีส์จะพูดถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ ความเชื่อ และลัทธิอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดซีรีส์เรื่องนี้ ก็สามารถมอบคำตอบที่เป็นกลาง และสามารถสะท้อนสังคมในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

House of secret The Burari Deaths
House of secret The Burari Deaths

โดยรวม House of Secrets: The Burari Deaths เป็นอีกหนึ่งซีรีส์สารคดี ที่นำเสนอเรื่องราวของคดีดังของอินเดีย ออกมาได้อย่างน่าสนใจ มีการเปิดเรื่องได้ชวนลึกลับ สะเทือนอารมณ์ และสามารถมอบบทสรุปของเรื่องที่ชวนให้ข้อคิด แต่อย่างไรก็ตามสารคดีเรื่องนี้ คืองานที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่หดหู่ น่ากลัว ทั้งภาพของศพ ภาพของสถานที่เกิดเหตุ และรูปคดีที่ดูโหดร้ายเกินกว่าที่หลายคนคิด ใครที่อยากดู อาจต้องทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง และไม่เครียดจนเกินไป แต่เมื่อดูสารคดีชุดนี้จบแล้ว คุณอาจได้แง่คิดดี ๆ เกี่ยวกับเรื่องครอบครัว สังคม ที่จะทำให้เข้าใจ และใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้นไม่มากก็น้อย

สามารถรับชม House of Secrets: The Burari Deaths ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

House of Secrets: The Burari Deaths

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: IMDB, Rotten Tomatoes

Categories
series

รีวิวซีรีส์ My Name

My Name ซีรีส์แนวแอคชั่นล้างแค้น ที่มาพร้อมการเล่าเรื่องที่ให้อารมณ์แบบหนังมาเฟียฮ่องกง

ฉากแอคชั่นทำออกมาได้เท่ ดุดัน และสมจริง และการพลิกบทบาทอันยอดเยี่ยมของ ฮานโซอี

ผลงานซีรีส์เกาหลี Original Netflix เรื่องล่าสุด ที่พร้อมสานต่อความสำเร็จจาก Squid Game อีกครั้ง โดยครั้งนี้ทำมาเพื่อเอาใจคอหนังแอคชั่น อาชญากรรม กับเรื่องราวการล้างแค้นสุดเข้มข้นของ ยุนจีอู (ฮานโซอี) หญิงสาวที่พ่อของเธอถูกฆ่าตายโดยบุคคลปริศนา

ทำให้เธอตัดสินใจที่จะล้างแค้นให้พ่อของเธอ จีอูได้รับความช่วยเหลือจาก ชเวมูจิน (ปาร์คอีซุน) เจ้าพ่อแก๊งอาชญากรรมที่พ่อของเธอทำงานให้ โดย จีอู ได้รับการฝึกฝนให้กลายเป็นนักฆ่าเลือดเย็น และได้ใช้ตัวตนปลอมเพื่อเข้าไปทำงานในหน่วยปราบปรามยาเสพติด ซึ่งเธอต้องรับหน้าที่ตีสองหน้าในการเป็นสายให้แก๊งของ มูจิน และสืบหาตัวคนที่ฆ่าพ่อของเธอ

My name
My name

My Name เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์เกาหลีที่มีรสชาติต่างจากซีรีส์เกาหลีสูตรสำเร็จที่เราคุ้นเคย ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้ได้ใช้ประสิทธิภาพของความเป็นผลงานในเครือ Netflix ได้อย่างเต็มที่เหมือนที่ Kingdom และ Squid Game เคยทำไว้ ในการสร้างความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งในเรื่องนี้ซีรีส์ก็ได้ถ่ายทอดความเป็นหนังอาชญากรรม หนังแอคชั่น ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่งานภาพที่มาในโทนมืดหม่น บทหนัง การเล่าเรื่อง ที่เต็มไปด้วยฉากความรุนแรง ทั้งคำพูดและการกระทำ

My name
My name

ในด้านการเล่าเรื่องของ My Name เรียกได้ว่าเป็นงานที่ทำออกมาให้กลิ่นอายเหมือนหนังอาชญากรรมฮ่องกงยุค 80-90 ก็ว่าได้ โดยเนื้อหาซีรีส์จะเต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างแก๊งอาชญากรรมด้วยกันเอง และองค์กรตำรวจ ซึ่งนำมาสู่การไล่ล่าสุดเข้มข้น ส่วนด้านตัวเจ้าพ่อก็จะมีความเทา ๆ ไม่ดาร์คสุด หรือดีสุด ซึ่งบริบทบางส่วนจะให้ความรู้สึกคล้ายกับงานชั้นครูอย่าง Infernal Affairs ในด้านการสับขาหลอกไปมา จนคนดูเดาทางไม่ถูกว่าตัวละครไหนคือคนดี หรือคนชั่วที่แท้จริงของเรื่อง

My name
My name

ส่วนของฉากแอคชั่น เรียกได้ว่าทำออกมาได้ดีเยี่ยม แม้ว่าตัวซีรีส์จะไม่ได้มาพร้อมฉากแอคชั่นระดับเวอร์วังอลังการ แต่จะเน้นความสมจริงของฉาก การนำเสนอ ซึ่งความพิเศษของฉากแอคชั่นในเรื่องนี้ คือการเล่นกับมุมกล้องที่มีความเท่ มีชั้นเชิง พร้อมทั้งยังเพิ่มความท้าทายด้วยการถ่ายแบบลองเทคในหลาย ๆ ฉาก จนทำให้ฉากแอคชั่นที่ดูเหมือนจะธรรมดาเหล่านี้ดูไม่ธรรมดาขึ้นมาไม่น้อย

การแสดงของเรื่องนี้ต้องขอชื่นชม ฮานโซอี ที่เรื่องนี้เธอได้สลัดภาพสาวหวาน เซ็กซี้ มาสู่บทที่ท้าทายที่สุดของเธอ ในเรื่องโซอี ได้ถ่ายทอดฉากบู๊หลาย ๆ ฉากด้วยตัวเอง ซึ่งเธอก็สามารถแสดงฉากแอคชั่นออกมาได้อย่างดุดัน ในขณะที่พาร์ทดราม่าในเรื่อง เธอก็สามารถนำเสนออารมณ์ของตัวละครได้อย่างเยี่ยม จนเรียกได้ว่าเป็นบทบาทที่มีททั้งความเท่ และความน่าสงสารอยู่ในตัว

My name
My name

สำหรับข้อเสียของ My Name คือการที่ซีรีส์พยายามเล่าตามสูตรของหนังอาชญากรรมฮ่องกงเกินไป จนตัวซีรีส์แทบไม่มีความเป็นตัวเอง หรือแปลกใหม่เหลืออยู่ โดยเฉพาะการสร้างความสัมพันธ์ของตัวละครที่หากใครดูหนังแนวมาเฟียฮ่องกงมาเยอะ จะพอสามารถเดาตอนจบของเรื่องได้ไม่ยาก และนั่นทำให้จุดหักมุมของซีรีส์เรื่องนี้ดูธรรมดาไปโดยปริยาย

My name
My name

อย่างไรก็ตาม My Name ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์เกาหลีของ Netflix ที่ทำออกมาได้สุดไม่แพ้กับ Kingdom หรือ Squid Game ตัวซีรีส์สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของโลกอาชญากรรม การล้างแค้น ได้อย่างสนุก ชวนติดตาม ตั้งแต่ต้นจนจบ ใครที่ชอบหนังอาชญากรรม หนังแอคชั่น ที่มีเนื้อหาดิบ เถื่อน รุนแรง นี่เป็นอีกงานที่คุณไม่ควรพลาด

สามารถรับชม My Name ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

My name

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Cr.ภาพ: Hancinema