Categories
series

รีวิวซีรีส์ ​​Boy Swallows Universe

รีวิวซีรีส์ Boy Swallows Universe ซีรีส์ Coming of age ชั้นเยี่ยมประจำปี 2024 จาก Netflix ที่สามารถหยิบเรื่องดาร์กๆ มาเล่าผ่านมุมของเด็กให้ออกมาสนุกครบรส และเต็มไปด้วยการถ่ายทอดดราม่าที่ทรงพลัง

รีวิวซีรีส์ Boy Swallows Universe ผลงานซีรีส์แนวดราม่า Coming of age จาก Netflix สร้างสรรค์โดย จอห์น คอลลี (Hotel Mumbai) ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือของ เทรนต์ ดาลตัน พร้อมได้ทีมนักแสดงมากฝีมือทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ นำโดย เฟลิกซ์​ คาเมรอน (Penguin Bloom), ลี ไทเกอร์ ฮาลลี (ซีรีส์ Crazy Fun Park), ฟีบี้ ทอนคินส์ (ซีรีส์ Westworld), ไซมอน เบเกอร์ (ซีรีส์ The Mentalist) และทราวิส ฟริมเมล (ซีรีส์ Vikings)

รีวิวซีรีส์ Boy Swallows Universe คืออีกหนึ่งซีรีส์ดราม่าน้ำดีจาก Netflix

เรื่องราวของ Boy Swallows Universe จะว่าด้วย อีไล (เฟลิกซ์ คาเมรอน) และออกัส (ลี ไทเกอร์ ฮาลลี) สองพี่น้องที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหา เริ่มจากแม่ของพวกเขา (ฟีบี้ ทอนคินส์) ที่หย่าร้างกับพ่อแท้ ๆ ของพวกเขาเพราะติดเหล้า และใช้ความรุนแรง ในขณะที่ ไลล์ (ทราวิส ฟริมเมล) พ่อเลี้ยงของพวกเขาก็ทำงานเป็นคนค้ายาเสพติด จนกระทั่งวันหนึ่ง ไลล์ได้ถูกแก๊งค้ายาลักพาตัวไปข้อหาขโมยยาของแก๊งไปซ่อน ทำให้ครอบครัวของ อีไลและออกัสต้องแตกแยกจนนำมาสู่การผจญภัยที่จะเปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่

รีวิวซีรีส์ Boy Swallows Universe คืออีกหนึ่งซีรีส์ดราม่าน้ำดีจาก Netflix

ความน่าสนใจของ Boy Swallows Universe คือการเป็นซีรีส์ที่มีตัวเอกเป็นเด็ก เป็นเยาวชนแต่เนื้อหาของซีรีส์กลับดาร์กและมืดหม่นไม่แพ้ซีรีส์อาชญกรรมระดับท้อปๆ เลยก็ว่าได้ ซีรีส์พาผู้ชมไปสำรวจชีวิตของชนชั้นล่างในอเมริกา ที่โอกาสชีวิตน้อยกว่าคนอื่นๆ รวมถึงการหยิบเรื่องปัญหาในครอบครัวมาถ่ายทอดผ่านมุมมองของเด็กชายสองคน

ซีรีส์เดินเรื่องอย่างชวนติดตาม เล่าอย่างครบรส ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทของครอบครัวที่หนังพูดถึงชีวิตของชนชั้นล่างที่อาศัยร่วมกันอย่างอบอุ่น มีการช่วยเหลือกันอย่างเป็นมิตร ในขณะเดียวกันทางเลือกที่น้อยนิดทำให้พวกเขาต้องวนเวียนในโลกอาชญากรรม ผู้ชมจะได้ประทับใจกับความน่ารักของเหล่าตัวละคร รวมถึงสะเทิอนใจไปกับเหตุการณ์ที่พวกเขาต้องเผชิญ

รีวิวซีรีส์ BoySwallows Universeคืออีกหนึ่งซีรีส์ดราม่าน้ำดีจาก Netflix

หนึ่งในจุดขายของซีรีส์ Boy Swallows Universe คือการสร้างสรรค์ตัวละครสองพี่น้อง อีไลและออกัส ออกมาได้มีมิติมากๆ ซีรีส์สามารถสร้างสรรค์คาแรคเตอร์ทั้งสองให้สร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูได้ตั้งแต่นาทีแรกของซีรีส์ จากนั้นก็พาคนดูไปร่วมเอาใจช่วยทั้งทุกข์ สุขของทั้งคู่อย่างเอาเป็นเอาตาย 

พาร์ทดราม่าของหนังถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลัง หนังหยิบประเด็นที่ใกล้ตัวเราทุกคนอย่าง ความรุนแรง และยาเสพติดในครอบครัวมาถ่ายทอดได้อย่างไม่ปราณี แม้ตัวเองจะเป็นเด็กซีรีส์ชุดนี้ก็ยังนำเสนอความโหดร้าย รุนแรงที่พวกเขาต้องเผชิญก่อนวัยอันควร

รีวิวซีรีส์ BoySwallows Universeคืออีกหนึ่งซีรีส์ดราม่าน้ำดีจาก Netflix

การแสดงของ เฟลิกซ์ คาเมรอน เรียกได้ว่าเป็นจุดขายของซีรีส์ เขาสามารถถ่ายทอดทั้งพาร์ทดราม่า และคอเมี้ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และมีความไร้เดียงสา จนแบบที่เมื่อคุณดูแล้วอาจเสียน้ำตาไปกับพวกขาได้ไม่ยาก

โดยรวม Boy Swallows Universe คืออีกหนึ่งซีรีส์ดราม่าน้ำดีจาก Netflix ที่ถ่ายทอดออกมาได้สนุก ครบรส ซีรีส์มีพาร์ทดราม่าที่เล่าได้ทรงพลัง สะท้อนปัญหาในครอบครัวออกมาได้อย่างสมจริง เป็น Limited Series ที่เมื่อดูจบแล้วจะประทับใจไม่มากก็น้อย

สามารถรับชมซีรีส์ Boy Swallows Universe ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพL Netflix
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/raizBMsLYug

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Reacher season 2

ซีรีส์ Reacher season 2 ซีซั่นที่ยกระดับความเดือดจากซีซั่นแรกไปอีกเท่าตัว แอ็คชันเยอะขึ้น และดุเดือดขึ้น พาร์ทสืบสวนยังทำได้อย่างชวนติดตามตลอด 8 ตอน เพิ่มเติมด้วยมิติตัวละครที่หลากมุมมากขึ้น 

การกลับมาของซีรีส์สืบสวน แอ็คชัน ฟอร์มยักษ์จาก Prime Video ซีรีส์ Reacher season 2 ผลงานการสร้างสรรค์โดย นิค ซันทอรา (Prison Break) ที่ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อดังของ ลี ไชลด์ โดยในซีซั่นนี้ยังคงได้ อลัน ริตช์สัน (Fast X) กลับมารับบท แจ็ค รีเชอร์ อีกครั้ง พร้อมสมทบด้วย เซลินดา สวอน (Devotion), ชอว์น ไซปอส (Final Destination 2), มาเรีย สตีน (ซีรีส์ Swamp Thing) และ โรเบิร์ต แพทริค (Terminator 2: Judgement Day)

ซีรีส์ Reacher season 2 แอ็คชันเยอะขึ้น และดุเดือดขึ้น

เรื่องราวของ Reacher ในซีซั่นนี้จะว่าด้วย แจ็ค รีเชอร์ (อลัน ริตช์สัน) ที่ได้รับข่าวจาก เนียร์รีย์ (มาเรีย สตีน) ถึงการเสียชีวิตอย่างปริศนาของอดีตลูกทีมเมื่อครั้งที่เขาเป็นนาวิกโยธิน ทำให้เขาต้องรวมทีมกับอดีตลูกน้องที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อร่วมกันสืบหาความจริงว่าใครคือคนที่ตามไล่ล่าพวกเขา และล่าเพื่ออะไร จนนำมาสู่เหตุการณ์สืบสวน ไล่ล่าสุดระทึก และเสี่ยงตายยิ่งกว่าครั้งที่ผ่านมา

ซีรีส์ Reacher season 2 แอ็คชันเยอะขึ้น และดุเดือดขึ้น

สำหรับ Reacher ซีซั่นที่ 2 นี้ยังคงรักษามาตรฐานความดีงามจากซีซั่นแรกเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคาแรคเตอร์พูดน้อยต่อยหนักของรีเชอร์ หรือการเป็นซีรีส์สืบสวนที่ผสมผสานความเป็นแอ็คชันไว้ได้อย่างลงตัว มีการเดินเรื่องที่เข้มข้นชวนติดตาม 

ด้านพาร์ทสืบสวนในซีซั่นนี้ซีรีส์ยังคงเล่าได้สนุก โดยในซีซั่นนี้ซีรีส์ได้เพิ่มบริบทคววามเป็นหนังสายลับเข้าไปในเรื่องไว้ด้วย ผู้ชมจะได้เห็นการโชว์ความเฉลียวฉลาดของตัวรีเชอร์ พร้อมทั้งเพิ่มเติมความเป็นหนังรวมทีมสายลับแบบ Mission Impossible มีการทำภารกิจปลอมตัว การเล่นชั้นเชิงต่างๆ ที่ถูกเล่าอย่างแยบยลคมคาย 

ซีรีส์Reacherseason2 แอ็คชันเยอะขึ้น และดุเดือดขึ้น

พอในซีซั่นนี้ไม่ได้มีแค่ตัวรีเชอร์ที่ฉายเดี่ยวแล้ว มันก็ได้ช่วยนกระดับฉากแอ็คชันของซีรีส์ให้มีมิติ มีความครบรสมากยิ่งขึ้น ตลอดเรื่องจะมีฉากแอ็คชันแบบรวมทีมสุดมันส์ให้ได้ชมเป็นระยะๆ ซึ่งจัดเต็มทั้งความโหด ดุ ดิบ รวมถึงมีความเล่นใหญ่แบบระเบิดภูเขาเผากระท่อมยิ่งกว่าซีซั่นที่ผ่านมา

ซีรีส์Reacherseason2 แอ็คชันเยอะขึ้น และดุเดือดขึ้น

นอกจากพาร์ทสืบสวนและแอ็คชันที่ซีรีส์ทำได้โดดเด่นแล้ว ในซีซั่นนี้ซีรีส์ยังพาเราไปย้อนสำรวจที่มาของตัวละครรีเชอร์มากขึ้น ทำให้พาร์ทกราม่าของหนังสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดู และเพิ่มความน่าติดตามให้ซีรีส์ชุดนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก

โดยรวม Reacher ซีซั่น 2 เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่ทั้งรักษามาตรฐาน และยกระดับให้ดีกว่าซีซั่นแรกได้อย่างดีเยี่ยม ตัวซีรีส์สามารถสร้างตัวเองให้เป็นหนึ่งในซีรีส์สืบสวนไม่กี่เรื่อง ที่มีทั้งพาร์ทสืบสวนที่เข้มข้น และฉากแอ็คชันที่ดุเดือด อยู่ในเรื่องเดียว ใครที่เคยชื่นชอบซีซั่นแรก จะรักซีซั่นนี้อย่างแน่นอน

สามารถรับชมซีรีส์ Reacher ทั้ง 2 ซีซั่นได้แล้วที่ Prime Video

Cr.ภาพ: IMDB
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/IAC56ps6D6s

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Detective Forst season 1

รีวิวซีรีส์ Detective Forst season 1 ซีรีส์สืบสวนสัญชาติโปแลนด์ ที่เล่าเรื่องได้สนุก กระชับ แม้พาร์ทสืบสวนทำได้ยังไม่ถึงเท่าที่ควร แต่พาร์ทระทึกขวัญทำได้ค่อนข้างดี เต็มไปด้วยเรื่องราวชวนลุ้น ชวนติดตามจนจบซีซัน

รีวิวซีรีส์ Detective Forst season 1 ผลงานซีรีส์สืบสวนสัญชาติโปแลนด์จาก Netflix ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ เรมิกุซ โมรอซ ที่ว่าด้วยเรื่องราวการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ณ เมืองเล็กๆ ที่ปกคลุมไปด้วยความหนาวเหน็บ โดยนักสืบฟอร์ส ที่ได้รับมอบหมายให้มาทำคดีนี้ ก็มาพร้อมบุคลิกที่ดุเดือด ไม่ยอมคน และเต็มไปด้วยข่าวเสื่อมเสียเรื่องชู้สาว ซึ่งเมื่อเขาได้ทำการสืบสวนไปเรื่อยๆ ก็ได้พบว่า คดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในเมืองของเขา

รีวิวซีรีส์ Detective Forst season 1 ซีรีส์สืบสวนสัญชาติโปแลนด์

Detective Forst เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหนังสืบสวนสไตล์ Slow Burn ที่ในเรื่องจะไม่ได้มีแค่การสืบสวนคดีเท่านั้น แต่ยังพูดถึงชีวิต จิตใจของตัวละครไปพร้อมๆ กัน โดยซีรีส์จะเดินเรื่องด้วยการใช้ตัวละคร ฟอร์ส เป็นหัวใจหลักของเรื่อง ความน่าติดตามของซีรีส์จึงเป็นการสำรวจความคิด การกระทำ และย้อนไปถึงปูมหลังต่างๆ ของตัวละครนี้ 

รีวิวซีรีส์ Detective Forst season 1 ซีรีส์สืบสวนสัญชาติโปแลนด์

ด้านพาร์ทสืบสวนตัวซีรีส์เปิดเรื่องมาได้ชวนติดตาม มีความเป็นซีรีส์แบบ True Detective ทั้งรูปแบบการฆ่าที่น่ากลัว มีความโหดร้าย นอกจากนี้ยังสอดแทรกด้วยประเด็นการเมือง ความขัดแย้งต่างๆ ในองค์กร รวมทั้งการสร้างตัวละครสมทบต่างๆ ที่มีความน่าสงสัย ที่ช่วยเพิ่มอรรถรสให้การสืบสวนในเรื่องมีความเข้มข้น น่าติดตาม 

นอกจากพาร์ทสืบสวนแล้ว Detective Forst ยังเพิ่มความน่าติดตามด้วยการใส่ความเป็นหนังแอ็คชัน ระทึกขวัญ เข้าไปในเรื่อง ทำให้ระหว่างทาง ซีรีส์เต็มไปด้วยฉากแอ็คชันที่ดุเดือด และสถานการณ์ชวนลุ้นระทึก บีบอารมณ์ในแต่ละตอน

แต่น่าเสียดายที่นอกจากด้านความบันเทิงที่ซีรีส์ทำออกมาได้ชวนติดตามแล้ว ในด้านบทของซีรีส์ Detective Forst กลับทำได้ค่อนข้างล้มเหลว ตัวซีรีส์ยังไม่สามารถนำเสนอพาร์ทสืบสวนออกมาได้ดีเท่าที่ควร เต็มไปด้วยช่องโหว่ที่เห็นชัดเจน ทั้งความไม่สมเหตุสมผล และวิธีการสืบที่ดูไม่รื่นไหล ขาดความสมจริง

รีวิวซีรีส์ Detective Forstseason1 ซีรีส์สืบสวนสัญชาติโปแลนด์

ในขณะที่พาร์ทดราม่า ซีรีส์ก็ทำออกมาครึ่งๆ กลางๆ ด้วยความที่ซีรีส์มีตัวละครที่เยอะเกินจำเป็น จนทำให้ซีรีส์ไม่สามารถโฟกัสไปที่ตัวละครเอกอย่างฟอร์ส ได้เท่าที่ควร ทำให้ตัวเอกในเรื่องนี้ออกมาเป็นตัวละครที่ไม่ได้มีความน่าจดจำ หรือความน่าเอาใจช่วยจากคนดูได้เท่าที่ควรไปอย่างน่าเสียดาย

โดยรวม Detective Forst คือซีรีส์สืบสวนจาก Netflix ที่พอดูได้เพลินๆ ซีรีส์เน้นความสนุกแบบหนังระทึกขวัญ มากกว่าความเป็นสืบสวน Slow Burn เป็นอีกเรื่องที่เห็นได้ถึงความพยายามจะเป็นซีรีส์สืลสวนน้ำดี แต่ยังทำได้ไม่ถึงโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านบทซีรีส์ที่เห็นบาดแผลอย่างชัดเจน ซึ่งก็ต้องรอลุ้นต่อไปว่าซีรีส์เรื่องนี้จะมีซีซั่นต่อไปในอนาคตหรือไม่

สามารถรับชมซีรีส์ Detective Forst ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/g70lOY0aWUY

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Reacher season 1

ซีรีส์ Reacher season 1 ซีรีส์สืบสวน แอ็คชันสุดเข้มข้น เป็น 8 ตอนที่ดุเดือด ระทึก และเล่าเรื่องได้ลงตัวกว่าเวอร์ชันหนังในแทบทุกด้าน อลัน ริชสัน เป็น แจ็ค รีเชอร์ ที่เท่ ดุ ดิบแบบสุดๆ 

หลังจากที่เวอร์ชันหนังทั้ง 2 ภาคไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จนกระทั่งในที่สุด Prime Video ก็คว้าสิทธิ์ในการดัดแปลง Jack Reacher มาเป็นฉบับซีรีส์แทน โดยได้ นิค ซันทอรา (ซีรีส์ Prison Break) มารับหน้าที่สร้างสรรค์ซีรีส์ พร้อมได้พระเอกร่างใหญ่อย่าง อลัน ริชสัน (Fast X) มารับบทแจ็ค รีเชอร์ สำหรับ ซีรีส์ Reacher season 1 นั้น ดัดแปลงมาจากนิยายเล่ม Killng Floor ที่เขียนโดย ลี ไชลด์

ซีรีส์ Reacher season 1 ซีรีส์สืบสวน แอ็คชันสุดเข้มข้น 8 ตอน

เรื่องราวของ Reacher ซีซั่น 1 จะว่าด้วย รีเชอร์ (อลัน ริชสัน) ชายหนุ่มอดีตนาวิกโยธินที่ใช้ชีวิตอย่างคนพเนจร จนกระทั่งเขาได้มาลงเอยที่เมืองมาร์เกรฟ ที่เขาได้ถูกตำรวจในเมืองจับข้อหาต้องสงสัยว่าฆ่าคนตาย แต่ท้ายที่สุดเขาก็ได้พิสูจน์ว่าจนนั้นบริสุทธิ์ พร้อมทั้งพบว่าร่างที่ถูกฆาตกรรมนั้นคือพี่ชายของเขา ทำให้ รีเชอร์ ต้องร่วมกับตำรวจเมืองมาร์เกรฟ เพื่อไขคดีนี้

ซีรีส์ Reacher season 1 ซีรีส์สืบสวน แอ็คชันสุดเข้มข้น 8 ตอน

ความน่าสนใจของ Reacher คือการกลับมาเล่าเรื่องให้ตรงตามต้นฉบับเวอร์ชันหนังสือมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตัวละครรีเชอร์ในเรื่องที่ตรงตามคาแรคเตอร์มากกว่าตอนที่เป็นทอม ครูซ ในเวอร์ชันหนัง พร้อมทั้งการดำเนินเรื่องที่เน้นไปทางสืบสวน ระทึกขวัญ มากกว่าแอ็คชัน เพื่อโชว์ความฉลาดรอบคอบของตัวละคร รีเชอร์

แม้ซีรีส์จะเล่าหนึ่งคดีในตลอดทั้งซีซั่น แต่ Reacher กลับมาพร้อมการดำเนินเรื่องที่สนุกตลอดทั้งซีซั่น ซีรีส์แทบไม่มีความเป็น Slow Burn หรือจังหวะเนิบช้าชวนง่วง โดยในแต่ละตอนซีรีส์จะผสมผสานความเป็นหนังสืบสวน ที่มีฉากแอ็คชัน ไล่ล่า เป็นสีสัน ซึ่งลีลาบู๊ของซีรีส์ก็ทำได้โหด ดุเดือดสะใจ เคล้าด้วยพาร์ทดราม่าที่เพิ่มมิติให้แต่ละตัวละคร

ซีรีส์ Reacherseason 1 ซีรีส์สืบสวน แอ็คชันสุดเข้มข้น 8 ตอน

ด้านพาร์ทสืบสวน ซีรีส์ทำออกมาได้เข้มข้นมาก ตัวซีรีส์ไม่ได้แค่พาคนดูไปร่วมหาตัวคนร้าย แต่ยังเต็มไปด้วยพาร์ทที่ให้ตัว รีเชอร์ ได้แสดงไหวพริบ ความฉลาดรอบคอบ ที่นำมาสู่การเอาชนะผู้ร้ายได้อย่างแยบยล นอกจากนี้ซีรีส์ยังเล่นประเด็นการต่อสู้ของตำรวจดีและผู้มีอำนาจ ที่เพิ่มอรรถรสให้เนื้อหาของซีรีส์มีความดาร์กมากยิ่งขึ้น

ซีรีส์Reacher season 1ซีรีส์สืบสวน แอ็คชันสุดเข้มข้น 8 ตอน

โดยภาพรวม Reacher ซีซั่น 1 เรียกได้ว่าเป็นการดัดแปลงนิยายชุดนี้ให้ออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด ซีรีส์มีทั้งพาร์ทสืบสวนที่สนุก ชวนติดตามตลอดทั้ง 8 ตอน พร้อมทั้งยังมีฉากแอ็คชันที่ดุเดือด นอกจากนี้ยังมีการขมวดปมต่างๆ ของตัวละครเพื่อปูทางไปซีซั่นต่อๆ ไปได้อย่างดีเยี่ยม

สามารถรับชมซีรีส์ Reacher season 1 ได้แล้ววันนี้ที่ Prime Video

Cr.ภาพ: IMDB
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/GSycMV-_Csw

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Death’s Game

รีวิวซีรีส์ Death’s Game ซีรีส์เกาหลีที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ทั้งงานโปรดักชัน บท และการแสดง ซีรีส์เล่นประเด็นความตายได้อย่างแยบยลคมคาย พาร์ทระทึกขวัญเล่าได้ชวนลุ้น พาร์ทดราม่าทรงพลังชวนเรียกน้ำตาสุดๆ

รีวิวซีรีส์ Death’s Game ผลงานซีรีส์ฟอร์มยักษ์สัญชาติเกาหลีโดยสตรีม Prime Video ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูนชื่อเดียวกัน โดยตัวซีรีส์กำกับโดย ฮาบยองฮุน (18 Again) พร้อมได้ทีมนักแสดงแนวหน้าจากเกาหลีมาร่วมแสดง ไม่ว่าจะเป็น พัคโซดัม (Parasite), ซออินกุก (Project Woft Hunting), อีโดฮยอน (ซีรีส์ Sweet Home) และ โอจองแช (ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay)

รีวิวซีรีส์ Death's Game ใน Prime Video ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูน

เรื่องราวของ Death’s Game จะว่าด้วย ชเวอีแจ (ซออินกุก) ชายหนุ่มที่พยายามสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วยการหางานที่มั่นคง และบริษัทแนวหน้า แต่ทว่าเขากลับไม่ผ่านการสัมภาษณ์ จนกลายเป็นคนตกงาน ด้วยความสิ้นหวังในชีวิต อีแจได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตนเอง ในโลกหลังความตายนั้นเอง อีแจได้พบกับ ‘ความตาย’ (พัคโซดัม) ที่ได้ทำหน้าที่ลงโทษเขาโดยการให้เล่นเกม โดยกติกาคือ อีแจ จะได้รับโอกาสกลับไปเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่เขาจะได้เข้าไปอยู่ในร่างของคนที่กำลังจะถึงฆาต ซึ่งเขามีโอกาสทั้งหมด 12 ครั้ง หากเขาสามารถทำให้ร่างใดร่างหนึ่งรอดจากชะตากรรมที่จะมาถึงได้เขาก็จะได้ใช้ร่างนั้นจนกว่าจะถึงวันตายของคนๆ นั้น

รีวิวซีรีส์ Death's Game ใน Prime Video ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูน

แม้จะเป็นซีรีส์เกาหลีที่มีความยาวเพียง 8 ตอน ที่ถือว่าค่อนข้างสั้น แต่ Death’s Game เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ที่เล่าเนื้อหาได้กระชับ ครบรส และอัดแน่นคุณภาพมากที่สุดเรื่องหนึ่ง ตัวซีรีส์มีทั้งความเป็นแฟนตาซี ดราม่า แอ็คชัน ระทึกขวัญ ไปจนถึงสืบสวน ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ผ่านการนำเสนอที่มีชั้นเชิง

ความสนุกของซีรีส์คือการนำเสนอเรื่องราวของ 12 ร่างที่ตัวละครอีแจ ต้องเข้าไปสิง ซึ่งแต่ละตัวละครนั้นจะมีปูมหลังที่ต่างกันไป มีตั้งแต่เด็กมัธยม, มหาเศรษฐี, ตำรวจ ไปจนถึงฆาตกรต่อเนื่อง ทำให้ในแต่ละตัวละครผู้ชมจะได้รับความบันเทิงในบริบทที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ซีรีส์ยังได้วางจุดเชื่อมโยงของตัวละครแต่ละตัว ให้เชื่อมโยงกันได้อย่างฉลาดแยบยล 

รีวิวซีรีส์Death Game ใน Prime Video ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูน

บทของซีรีส์ทำออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อคิดเรื่องความตายที่ทุกคนต้องเผชิญ รวมถึงบาดแผลจากความความคิดสั้น ที่นำพามาสู่ความทุกข์ทรมานในรูปแบบต่างๆ ที่ตัวซีรีส์ได้สอดแทรกผ่านเรื่องราวของแต่ละตัวละคร ที่ซีรีส์ถ่ายทอดได้อย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งการเล่าพาร์ทระทึกขวัญ สืบสวน ที่กลายมาเป็นจุดเซอร์ไพรส์ของเรื่อง เพราะซีรีส์ได้ให้ตัวละคร อีแจ มีไหวพริบที่ฉลาด เต็มไปด้วยวิธีการเอาชีวิตรอดที่มีชั้นเชิง แบบที่คนดูคาดไม่ถึง

รีวิวซีรีส์Death Game ใน Prime Video ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูน

ด้านงานโปรดักชันของซีรีส์ Death’s Game ก็ถือได้ว่าโดดเด่นมากๆ ซีรีส์มีฉากแอ็คชัน ที่ใช้ CGI ได้เทียบเท่ากับหนังฮอลีวูด ทั้งฉากขับรถไล่ล่ากลางเมือง ที่ทำได้สนุกตื่นเต้น ชวนตื่นตาตื่นใจ หรือฉากการสร้างสรรค์นรก ที่มีความยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว รวมทั้งการสร้างสรรค์ฉากโหดเลือดสาด ที่ซีรีส์เรื่องนี้ก็ใส่เต็มถูกใจคนที่ชอบหนังโหดๆ ไม่น้อย

โดยรวม Death’s Game คือซีรีส์เกาหลีน้ำดีประเดิมปี 2024 อีกเรื่อง ที่มาพร้อมการเล่าเรื่องที่อัดแน่นทั้งความบันเทิงแบบครบรส และแง่คิดดีๆ ภายในความยาวเพียง 8 ตอน เป็นอีกซีรีส์ที่ดูแล้วคุณจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ และอาจเสียน้ำตาในตอนท้ายก็เป็นได้

สามารถรับชมซีรีส์ Death’s Game ได้แล้ววันนี้ที่ Prime Video

Cr.ภาพ: IMDB
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/0DqUfJeknJw

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Echo

รีวิวซีรีส์ Echo ซีรีส์สายดาร์คจาก Marvel ที่ยังออกมาได้ไม่ถึงเท่าที่ควร ซีรีส์พยายามใส่ประเด็นมากมายลงไปในเรื่องราว 5 ตอน จนซีรีส์ไปไม่สุดสักทาง งานโปรดักชันทำได้ดี มีการออกแบบฉากบู๊ที่สวยงาม ดูเพลินสุดๆ 

รีวิวซีรีส์ Echo ผลงานซีรีส์เรื่องล่าสุดจาก MCU โดยครั้งนี้ถือว่าเป็นงานเปิดตัวค่าย Marvel Spotlight ซึ่งถือว่าเป็นคอนเทนต์ที่ว่าด้วยกลุ่มฮีโร่ติดดินของจักรวาล MCU ที่ในอนาคตอาจประกอบไปด้วย Daredevil, Punisher เป็นต้น ในส่วนเรื่อง Echo นี้ก็เป็นการต่อยอดมาจากเหตุการณ์ในซีรีส์ Hawkeye ซึ่งได้ อลาคัว ค็อกซ์​ กลับมารับบท มายา โลเปซ และ วินเซนต์ ดิโอโนฟริโอ กลับมารับบท คิงพิน อีกครั้ง

รีวิวซีรีส์ Echo ผลงานซีรีส์เรื่องล่าสุดจาก MCU

ซีรีส์​ Echo จะเล่าเรื่องราวหลังจากที่ มายา (อลาคัว ค็อกซ์) ได้รู้ความจริงว่า คิงพิน (วินเซนต์ ดิโอโนฟริโอ) นั้น คือคนที่ฆ่าพ่อของเธอ และหลอกใช้เธอมาโดยตลอด ทำให้เธอได้ยิงปืนใส่ที่ตาของเขา ส่วนเธอนั้นได้กลับมายังบ้านเกิดที่โอกลาโฮมา แต่ทว่าทุกอย่างก็ไม่เป็นดังหวัง เพราะคิงพินนั้นยังไม่ตาย และยังได้กลับมาตามล่าเธอ ทางเดียวที่ มายา จะรอดจากชะตากรรมครั้งนี้คือการกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง

รีวิวซีรีส์ Echo ผลงานซีรีส์เรื่องล่าสุดจาก MCU

ตัวซีรีส์มาพร้อมการความยาวเพียง 5 ตอน ซึ่งถือว่าเป็นซีรีส์ขนาดสั้นที่สุดของ Marvel ก็ว่าได้ โดยในซีรีส์นั้นจะเน้นขายเรื่องราวของโลกอาชญากรรม ที่เป็นการต่อยอดมาจากซีรีส์ Daredevil ของ Netflix มีการใช้นักแสดงนำชุดเก่ากลับมาในบทเดิมอีกครั้ง พร้อมโทนเรื่องที่ดาร์คกว่าเดิม มีความรุนแรงมากกว่าหนังหรือซีรีส์ MCU ภาคหลัก

จุดเด่นของซีรีส์คือฉากแอ็คชัน ที่เรื่องนี้เน้นการต่อสู้แบบมือเปล่า มีการผสมผสานศิลปะการต่อสู้หลากหลายแนวเข้าไว้ ทำให้ฉากบู๊ของเรื่องทำออกมาได้สนุก มีความสวยงาม พร้อมด้วยมุมกล้องที่เท่ ชวนให้ดูเพลินสุดๆ และด้วยงานโปรดักชันของ Marvel ที่ช่วยเพิ่มความเล่นใหญ่ อลังการให้ซีรีส์เรื่องนี้มีสีสันมากขึ้นไปอีก

รีวิวซีรีส์Echoผลงานซีรีส์เรื่องล่าสุดจาก MCU

น่าเสียดายที่นอกจากด้านงานโปรดักชันและฉากบู๊แล้ว Echo แทบจะสอบตกในหลายๆ ทาง ซีรีส์พยายามใส่หลากประเด็นเข้ามาในเรื่อง ทั้งความสัมพันธ์ของมายาและคิงพิง รวมถึงปูมหลังเธอและครอบครัว นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่มาของชนเผ่าของเธอ ที่นำมาสู่พลังพิเศษ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ซีรีส์ไม่สามารถนำเสนอใน 5 ตอนให้ออกมาเคลียร์ได้ ทุกพาร์ทถูกเล่าออกมาได้อย่างครึ่งๆ กลางๆ ไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูได้เท่าที่ควร 

รีวิวซีรีส์ Echo ผลงานซีรีส์เรื่องล่าสุดจาก MCU

จุดที่เสียดายที่สุดคือบทของ คิงพิน ที่แม้ว่าตัว วินเซนต์ ดิโอโนฟริโอ จะพยายามทำให้บทนี้ยังคงความน่ากลัว น่าเกรงขามแบบที่เคยทำในซีรีส์ Daredevil แต่ด้วยบทที่ไปไม่สุด ทำให้ คิงพินในเรื่องนี้ขาดเสน่ห์แบบเดิมๆ ที่เคยมี และกลายเป็นเพียงตัวร้ายในหนังอาชญากรรมสูตรสำเร็จ ที่ไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำแต่อย่างใด

Echo เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์ประเดิมจาก Marvel Spotligt ที่ยังทำได้ไม่สุดเท่าที่ควร ทั้งด้านบท หรือความพยายามเป็นซีรีส์อาชญากรรมสายดาร์กก็ตาม แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังเป็นงานที่ดูสนุก เพลินๆ โดยเฉพาะใครที่มองหาซีรีส์แอ็คชันมันส์ๆ น่าจะถูกใจไม่น้อย

สามารถรับชมซีรีส์ Echo ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

Cr.ภาพ: IMDB
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/jdJTot-idOs

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ My Home Hero season 1

My Home Hero season 1 ซีรีส์อาชญากรรมตลกร้าย ที่เล่าได้สนุก ดุเดือด ในแทบทุกตอน เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคมของตัวละครที่ชวนลุ้น คาดเดาไม่ได้ เคล้าด้วยพาร์ทดราม่าที่ถ่ายทอดได้ทรงพลัง

My Home Heroคือซีรีส์สัญชาติญี่ปุ่น ที่ดัดแปลงมาจากมังงะและอนิเมะชื่อเดียวกัน ที่เขียนโดย นาโอกิ ยามาคาวะ โดยเวอร์ชันซีรีส์นั้นได้ ทาคาฮิโระ อาโอยามะ มารับหน้าที่กำกับ นำแสดงโดย คุราโนะซุเกะ ซาซากิ (Gojira 1.0), เคียวเฮ ทาคาฮาชิ และอาซุกะ ไซโตะ 

My Home Hero season 1 ซีรีส์อาชญากรรมตลกร้าย

เรื่องราวของ My Home Heroจะว่าด้วย เท็ตซึโอะ โทสุ (คุราโนะซุเกะ ซาซากิ) ชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเล็กๆ อันแสนอบอุ่น ที่วันหนึ่งเขาได้พบว่าลูกสาวของเขานั้นเริ่มมีรอยช้ำที่มาจากการทำร้ายร่างกายโดยแฟนหนุ่ม เท็ตซึโอะ เลยได้ทำการปกป้องลูกสาวจนพลั้งมือฆ่าแฟนหนุ่มของเธอ ทำให้องค์กรอาชญากรที่แฟนหนุ่มเกี่ยวข้องพยายามหาตัวคนที่ลงมือฆ่า จนนำมาสู่การหักเหลี่ยมเฉือนคมของคนธรรมดา และอาชญากรสุดเข้มข้น

My Home Hero season 1 ซีรีส์อาชญากรรมตลกร้าย

ความน่าสนใจของ My Home Heroคือการเป็นซีรีส์ที่หยิบเรื่องราวตลกร้ายของคนธรรมดาๆ ที่ต้องไปเกี่ยวข้องกับโลกอาชญากรรม ให้ออกมาสนุก เต็มไปด้วยความตลกร้าย หลายบริบทของซีรีส์ชวนให้นึกถึง Breaking Bad ทั้งการถ่ายทอดความเนิร์ดของตัวละครในโลกอาชญากรรม และการเล่าผ่านตัวละครผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ที่ชวนให้เราอยากลุ้นไปจนจบเรื่อง

ความสนุกของซีรีส์ไม่ใช่แค่การหยิบโลกอาชญากรรมมานำเสนอเท่านั้น แต่ซีรีส์ยังใช้ความเป็นซีรีส์สืบสวนมาผสมผสาน โดยการสร้างตัวละครเท็ตสึโอะที่มีความหมกมุ่นในนิยายสืบสวน ทำให้ผู้ชมได้สนุกเพลิดเพลินไปกับการพยายามทำลายหลักฐาน การเล่นแง่ต่างๆ ของตัวละครที่เล่าได้ชาญฉลาด และเต็มไปด้วยจุดเซอร์ไพรส์มากมาย

My Home Hero season1ซีรีส์อาชญากรรมตลกร้าย

ไม่ใช่แค่พาร์ทอาชญากรรมที่เล่าได้แข็งแรงเท่านั้น My Home Heroยังสามารถเล่นประเด็นดราม่าได้อย่างทรงพลัง ซีรีส์สามารถกระจายบทให้แต่ละตัวละครได้มีบทบาท มีมิติเท่าๆ กัน โดยเฉพาะประเด็นของครอบครัวที่ซีรีส์เล่าได้ยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ชมสามารถรู้สึกร่วมไปกับตัวละครต่างๆ ได้จนจบเรื่อง 

MyHome Heroseason1ซีรีส์อาชญากรรมตลกร้าย

โดยรวม My Home Heroนับว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์อาชญากรรมชั้นดีจากญี่ปุ่น ที่เล่าเรื่องได้อย่างสนุกครบรส เป็น 10 ตอนที่ดูเพลินด้วยเวลาไม่ถึงวันเท่านั้น ยิ่งหากใครที่ชอบซีรีส์สไตล์ Breaking Bad หรือซีรีส์สืบสวนเนื้อหาเข้มข้น นี่คือเรื่องที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

สามารถรับชมซีรีส์ My Home Hero ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

Cr.ภาพ: Disney+
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/AyI8ivwxrAA

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิว What If season 2

รีวิว What If season 2 อนิเมชันสุดตื่นตาจาก MCU ที่แม้ซีซั่นนี้จะไม่ได้มาพร้อมเนื้อหาที่น่าสนใจเท่าซีซั่นแรก แต่การเดินเรื่องที่ผูกโยงทุกตอนไว้ด้วยกันก็ทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะช่วงท้ายที่ยังคงอัดแน่นด้วยเซอร์ไพรส์

รีวิว What If season 2 ซีรีส์อนิเมชันฟอร์มยักษ์จาก MCU ที่จะเป็นการหยิบเรื่องราวของฮีโร่ Marvel มาเล่าในเหตุการณ์ที่ผิดแปลก และไม่มีทางได้เห็นในหนัง โดยในซีซันนี้ยังคงได้ ไบรอัน แอนดรูว์ มือกำกับศิลป์จากซีรีส์ Star Wars: Clone War กลับมารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง พร้อมทั้งยังได้ เจฟฟรีย์ ไรท์ (No Time To Die) กลับมารับหน้าที่พากย์เสียง The Watcher อีกครั้ง

รีวิว What If season 2 ซีรีส์อนิเมชันฟอร์มยักษ์จาก MCU

ใน What If ซีซั่นที่ 2 นี้จะยังคงว่าด้วยเรื่องราวของเหล่าฮีโร่ Marvel ในเหตุการณ์ที่ผลิกผันไปจากเหตุการณ์ในภาคหลัก ในแต่ละพหุจักรวาล ไม่ว่าจะเป็น ปีเตอร์ ควิลล์ ที่ถูกส่งกลับมายังบ้านเกิดเพื่อทำลายโลก, โทนี่ สตาร์ก ที่ถูกจับไปอยู่ในเกมรถแข่ง และทีม Avengers ที่เกิดขึ้นในปี 1602 ซึ่งแต่ละเหตุการณ์ก็ได้ถูกเชื่อมโยงโดย The Watcher ที่คอยเผ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่าง

รีวิว What If season 2 ซีรีส์อนิเมชันฟอร์มยักษ์จาก MCU

สำหรับซีซั่นที่ 2 นี้ ตัวซีรีส์ยังรักษาภาพรวมไว้ได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นงานภาพ งานโปรดักชัน ที่ยังชวนให้ดูเพลิน ยังคงสามารถเล่นกับความเป็นหนัง Marvel ได้อย่างลงตัว ใครที่ตามหนัง MCU มาตลอดจะยังสามารถเอ็นจอยไปกับซีรีส์ได้ราวกับดูหนัง MCU เลย นอกจากนี้ซีรีส์ยังเพิ่มกิมมิคให้เข้ากับความเป็นช่วงสิ้นปี ด้วยการใส่เนื้อหาที่พูดถึงคริสต์มาส และหน้าหนาว เพื่อเพิ่มอรรถรส

การเล่าเรื่องในซีซั่นนี้อาจไม่ได้มาพร้อมพลอตที่ชวนตื่นตาตื่นใจเหมือนในซีซั่นแรก เพราะซีรีส์จะเล่าไปที่ตัวละครรองมากกว่าตัวละครหลัก ไม่ว่าจะเป็น เนบูฃา, แฮ้ปปี้ โฮแกน, เฮรา หรือกัปตันคาร์เตอร์ ดังนั้นใครที่หวังจะได้เห็นตัวละครภาคหลักอย่าง กัปตันอเมริกา, ไอร่อนแมน, ธอร์ หรือโลกิ อาจต้องผิดหวัง

แต่ด้วยความที่ซีรีส์เล่าเรื่องราวผ่านตัวละครรอง ทำให้ตลอดทั้ง 9 ตอนของซีซั่นนี้ค่อนข้างมีเนื้อหาที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำทางเดิมกับซีซั่นแรก บางตอนสามารถเล่นกับกิมมคตัวเองได้ค่อนข้างดี บางตอนมีความเป็นหนังสืบสวน บางตอนเป็นหนังพีเรียต หรือบางตอนที่เป็นหนังคริสต์มาส โดยที่เนื้อหายังคงเชื่อมโยงกัน และไม่หลุดคอนเซปต์จนเกินไป

รีวิวWhat If season2 ซีรีส์อนิเมชันฟอร์มยักษ์จาก MCU

ไฮไลท์ของ What If ซีซั่น 2 คือตอนสุดท้ายของเรื่องที่ยังคงรวมทีเด็ดเซอร์ไพรส์มากมายให้กับคนดู โดยเฉพาะแฟน Marvel ตัวซีรีส์ได้เล่นใหญ่ใส่เต็ม ทั้งฉากแอ็คชัน และอีสเตอร์เอ้กมากมายที่ชวนตื่นตาตื่นใจตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีสุดท้ายของตอน

รีวิวWhat If season2 ซีรีส์อนิเมชันฟอร์มยักษ์จาก MCU

ในส่วนของจุดด้อยของ What If ซีซั่นนี้คือการเล่าเรื่องที่ยังไม่ดีเท่ากับมาตรฐานที่ศซีซั่นแรกทำไว้ เพราะซีซั่นนี้ซีรีส์มัวแต่พยายามสร้างเรื่องราวใหม่ๆ รวมถึงการนำตัวละครจากหนัง MCU หลายเรื่องมาผูกโยงกัน ทำให้ใครที่ไม่ได้ตามหนัง MCU ตลอดอาจไม่อินไปกับเรื่อง รวมทั้งบทในบางตอนที่พยายามเน้นเล่าเพื่อเอาสนุก จนเนื้อหาขาดความสมเหตุสมผลไปอย่างน่าเสียดาย

โดยรวม What If ซีซั่น 2 ถือว่าเป็นงานที่รักษามาตรฐานจากซีซั่นแรกไว้ได้ค่อนข้างดี ทั้งงานภาพ โปรดักชัน อาจดรอปในเรื่องของบทไปบ้าง แต่ซีรีส์ก็ยังสามารถสร้างเซอร์ไพรส์และความตื่นตาตื่นใจให้แฟน MCU ได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นงานปิดท้ายปี 2023 จาก Marvel ที่สวยงาม

สามารถรับชมซีรีส์ What If season 2 ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

Cr.ภาพ: IMDB
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/TiEVqZ2Bc_c

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ A Murder at the End of the World

รีวิวซีรีส์ A Murder at the End of the World ซีรีส์สืบสวนในที่ปิดตาย ที่มีเนื้อหาเข้มข้น ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านนิยายอกาธา คริสตี้ ที่ชวนให้เราอยากร่วมตามหาว่าคนร้าย และยังเล่นประเด็น AI ได้เข้ากับยุคสมัยสุดๆ

รีวิวซีรีส์ A Murder at the End of the World ผลงาน Limited Series แนวสืบสวนสอบสวน สร้างสรรค์โดย บริต มาร์ลิง และ ซัล แบรตมันกลิจ สองผู้สร้างซีรีส์ The OA ที่ครั้งนี้พวกเขาและเธอได้ทำการหยิบประเด็นของ AI มาผสมผสานกับเรื่องราวสืบสวนสอบสวนในสถานที่ปิดตาย โดยได้นักแสดงมาฝีมือมาร่วมแสดงนำ ไม่ว่าจะเป็น เอมม่า คอร์ริน (ซีรีส์ The Crown), ไคลฟ์ โอเว่น (ซีรีส์ The Knick), แฮร์ริส ดิคคินสัน (Trianger of Sadness) และ ลูอิส คัลเคมิ (Killers of the Flower Moon)

รีวิวซีรีส์ A Murder at the End of the World แนวสืบสวนสอบสวน

เรื่องราวของ A Murder at the End of the World จะว่าด้วย ดาร์บี้ (เอมม่า คอร์ริน) หญิงสาวผู้หลงไหลในการสืบสวน คดีฆาตกรรมมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งความหลงไหลนี้มันก็ได้ทำให้เธอได้พบกับ บิล (แฮร์ริส ดิคคินสัน) ศิลปินหนุ่มผู้หลงไหลเรื่องสืบสวนเหมือนเธอ แต่หลังจากคบกันได้ไม่นานทั้งสองก็เลิกรากัน และไม่ได้พบกันอีก จนกระทั่ง ดาร์บี้ ได้ถูกเชิญจาก แอนดี้ (ไคลฟ์ โอเว่น) มหาเศรษฐีที่ได้เปิดโรงแรม กึ่งหลุมหลบภัยในดินแดนคั่วโลกเหนือ ที่นั่นดาร์บี้ ได้เจอบิลอีกครั้ง และมันก็ได้นำมาสู่คดีฆาตกรรมปริศนาที่มีเพียงดาร์บี้เท่านั้นที่จะไขปริศนานี้ได้

รีวิวซีรีส์ A Murder at the End of the World แนวสืบสวนสอบสวน

ตัวซีรีส์มาพร้อมพลอตและการเดินเรื่องแบบที่เรียกว่า Whodunit หรือหนังแนวหาฆาตกรจากกลุ่มผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นแนวยอดนิยมของนิยาย อกาธา คริสตี้ หรือที่คนดูได้เห็นบ่อย ๆ ในชุดนักสืบปัวโรต์ ในเรื่องนี้ซีรีส์ได้หยิบความเป็นฆาตกรรมในสถานที่ปิดตาย มาผสมผสานกับความทันสมัย เทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทในการเดินเรื่องได้อย่างลงตัว ทำให้นอกจากความลึกลับแล้ว ยังมีความเป็นไซไฟอยู่ด้วย

ด้านการสืบสวนใน A Murder at the End of the World เรียกได้ว่าเข้มข้นดุเดือดมาก แม้ว่าซีรีส์จะมีความยาวถึง 7  ตอนและมีความ Slow Burn อยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเบื่อ เพราะเกือบตลอดเนื้อหาของซีรีส์จะเน้นไปที่ตัวละครดาร์บี้ ที่ทำการสืบสวนเหตุการณ์ต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมทั้งมีการใส่เหตุการณ์ที่ชวนอึดอัด ไม่น่าไว้วางใจ ตลอดทั้งเรื่อง ทำให้คนดูอยากร่วมเอาใจช่วยตัวละครและคาดเดาคนร้ายร่วมไปกับดาร์บี้ จนจบเรื่อง

รีวิวซีรีส์A Murder at the End of the World แนวสืบสวนสอบสวน

นอกจากพาร์ทสืบสวนที่ทำได้ดุเดือดชวนติดตามแล้ว พาร์ทดราม่าของซีรีส์ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการพูดถึงความสัมพันธ์ของ ดาร์บี้ และบิล ที่ซีรีส์เลือกเล่าสลับไปมาระหว่างพาร์ทอดีตและปัจจุบัน ที่ทำให้คนดูอินไปกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีดราม่าของตัวละครสมทบอื่นๆ ที่เพิ่มสีสันให้ซีรีส์ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น

รีวิวซีรีส์AMurderat the End of the World แนวสืบสวนสอบสวน

ด้านการแสดงต้องขอชื่นชม เอมม่า คอร์ริน ที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่แบกซีรีส์เรื่องนี้ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม เธอสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูได้ตั้งแต่ตอนแรก ไปจนถึงตอนสุดท้าย ในขณะที่ ไคลฟ์ โอเว่นเอง ก็เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ชวนไม่น่าไว้วางใจ มีความจิตๆ ตลอดทั้งเรื่อง

โดยรวม A Murder at the End of the World ถือว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์สืบสวนน้ำดีประจำปี 2023 นี้ก็ว่าได้ ซีรีส์มีองค์ประกอบของความเป็นหนังสืบสวนที่เข้มข้นครบทุกอย่าง เป็น 7 ตอนที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น ชวนคาดเดา และความหักมุมในตอนท้าแบบที่คาดเดาไม่ได้

สามารถรับชม A Murder at the End of the World ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

Cr.ภาพ: Disney+
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/AnPl4PuNb5U

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Vikings season 1

รีวิวซีรีส์ Vikings season 1 อีกหนึ่งซีรีส์พีเรียตน้ำดี ที่หยิบประวัติศาสตร์ของชาวไวกิ้งมาถ่ายทอดได้อย่างละเอียด ครบรส มีฉากแอ็คชันที่ดุเดือด และโหด ดิบ พาร์ทการเมืองก็ทำได้เข้มข้น ชวนติดตามไปจนจบซีซั่น

รีวิวซีรีส์ Vikings อีกหนึ่งซีรีส์พีเรียตฟอร์มยักษ์จากช่อง History ผลงานการสร้างสรรค์โดย ไมเคิล ฮิชต์ (ซีรีส์ Tudors) ที่ดัดแปลงมาจากประวัติศาสตร์ของชาวไวกิ้ง เมื่อช่วง ค.ศ.700 พร้อมได้ทีมนักแสดงมากฝีมือมาร่วมแสดงไม่ว่าจะเป็น ทราวิส ฟิมเมล (Warcraft), กุสตาฟ สการ์การ์ด (ซีรีส์ Westworld), แคทรีน วินนิค (The Maskman)

รีวิวซีรีส์ Vikings season 1 ซีรีส์พีเรียตฟอร์มยักษ์น้ำดี คุณภาพ ครบรส

เรื่องราวของ Vikings ซีซั่นแรกจะว่าด้วย แร็กนา (ทราวิส ฟิมเมล) หัวหน้าชาวเผ่าไวกิ้งที่นับถือต่อเทพเจ้าโอดิน ธอร์ และโลกิ ผู้มีความใฝ่ฝันอยากเป็นใหญ่ และออกเดินทางไปสำรวจดินแดนตะวันตก เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาให้แก่ชาวเผ่า แต่ทว่าเขาต้องเผชิญกับความริษยาจากราชาประจำเผ่าที่พยายามกลั่นแกล้ง และใช้เกมการเมืองในการเล่นงานเขา จนนำมาสู่สงครามและความขัดแย้งทั้งภายในเผ่าและระหว่างเผ่าเพื่อชิงดินแดน ความเป็นใหญ่ตามมา

รีวิวซีรีส์ Vikings season 1 ซีรีส์พีเรียตฟอร์มยักษ์น้ำดี คุณภาพ ครบรส

Vikings เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่มีคุณสมบัติของความเป็นงานพีเรียตขั้นดีครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่อิงประวัติศาสตร์เสมือนพาคนดูย้อนกลับไปยังยุคสมัยดังกล่าว รวมถึงบทของซีรีส์ที่สะท้อนความคิดความเชื่อ ความรู้ของผู้คนในยุคนั้นได้อย่างดีเยี่ยม

ความสนุกของซีรีส์ Vikings คือการถ่ายทอดความทะเยอทะยานของตัวละครแร็กนา และชาวไวกิ้ง ได้อย่างขวนติดตาม ซีรีส์มีการผสมผสานของความเป็นหนังผจญภัย ออกสำรวจสถานที่ ดินแดนต่างๆ และยังมีพาร์ทสงครามที่ตื่นเต้น มีการวางกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด นอกจากนี้ยังมีพาร์ทการเมืองที่ทำได้น่าติดตาม ทำให้ตลอด 9 ตอนแรกของซีซั่น 1 เต็มไปด้วยความบันเทิงที่ชวนให้คนดูอยากกดติดตามดูตอนต่อๆ ไป

รีวิวซีรีส์Vikings season 1 ซีรีส์พีเรียตฟอร์มยักษ์น้ำดี คุณภาพ ครบรส

งานโปรดักชันของซีรีส์ทำออกมาได้ดี มีการออกแบบการสร้างโลกในยุคนั้นได้อย่างสมจริง สามารถสะท้อนภาพวัฒนธรรม ความเชื่อ นอกจากนี้งานฉากแอ็คชันของซีรีส์ก็เล่นใหญ่ใส่เต็ม ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนความโหดร้าย ป่าเถื่อนของชาวไวกิ้ง และยังมีวิธีการเข่นฆ่าที่โหดร้าย เลือดเย็น ใครที่ชอบซีรีส์พีเรียตที่ดิบ โหด แบบ Games of Thrones น่าจะชื่นชอบซีรีส์เรื่องนี้ไม่น้อย

รีวิวซีรีส์Vikings season 1ซีรีส์พีเรียตฟอร์มยักษ์น้ำดี คุณภาพ ครบรส

ด้านการแสดงต้องขอชื่นชมทีมนักแสดงทุกคนที่ถ่ายทอดบทบาทของตนได้อย่างน่าจดจำ โดยเฉพาะ ทราวิส ฟิมเมล ในบท แร็กนาร์ ที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ทะเยอทะยาน กล้าหาญ จนสามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูให้อยากเอาใจช่วยตัวละครนี้ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสุดท้าย

โดยรวม Vikings season 1 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งการเปิดตัวซีรีส์พีเรียตคุณภาพที่ทำออกมาได้เข้มข้น น่าจดจำในตลอดทั้ง 9 ตอน ซีรีส์หยิบแง่มุมประวัติศาสตร์มาถ่ายทอดได้อย่างละเอียด ครบรส พร้อมทั้งมีการเดินเรื่องที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนชวนให้อยากติดตามซีซั่นต่อๆ ไปในแทบจะทันที

สามารถรับชมซีรีส์ Vikings season 1 ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/9GgxinPwAGc

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Yu Yu Hakusho

Yu Yu Hakusho อีกหนึ่งซีรีส์ดัดแปลงจากอนิเมะได้สนุกเรื่องหนึ่งจาก Netflix การเล่าเรื่องทำได้กระชับ เป็น 5 ตอนที่สนุกเข้มข้น งานโปรดักชันเล่นใหญ่ อลังการมาก ฉากบู๊ทำได้ตื่นตาตื่นใจสุดๆ

หลังจากที่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา Netflix ได้ปล่อยซีรีส์ Live Action เรื่อง One Piece ออกมาพร้อมสร้างปรากฎการณ์หนึ่งในงานดัดแปลงจากมังงะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของปี 2023 ในปลายปีนี้ Netflix ก็ยังมีอีกหนึ่งซีรีส์ฟอร์มยักษ์ที่ดัดแปลงจากมังงะในตำนานอย่าง Yu Yu Hakusho หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “คนเก่งฟ้าประทาน”

Yu Yu Hakusho ซีรีส์ดัดแปลงจากอนิเมะ “คนเก่งฟ้าประทาน”

เรื่องราวของ Yu Yu Hakushoจะว่าด้วย ยูสึเกะ (ทาคุมิ คิตามุระ) เด็กหนุ่มที่ได้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เพราะได้ไปช่วยเหลือเด็กชายคนหนึ่งให้รอดจากการถูกรถชน แต่หลังจากที่ยูสึเกะ ได้กลายเป็นวิญญาณไม่นานเขาก็ได้รับโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้งจากข้อเสนอของ โคเอ็นมะ (เคตะ มาจิตะ) ผู้ปกครองโลกยมทูต โดยยูสึเกะ จะต้องทำหน้าที่เป็นนักสืบวิญญาณ ที่ทำหน้าที่ไล่ล่าปีศาจที่อยู่บนโลกมนุษย์

Yu Yu Hakusho ซีรีส์ดัดแปลงจากอนิเมะ “คนเก่งฟ้าประทาน”

ตัวซีรีส์มาพร้อมความยาวเพียง 5 ตอนเท่านั้น โดยหยิบเรื่องราวบางพาร์ทของมังงะมาถ่ายทอด โดยซีรีส์ยังได้หยิบเหล่าตัวละครหลักของเรื่องมาใส่ไว้ในเรื่องนี้อย่างครบภ้วน และยังมีฉากที่เป็นจุดขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากปล่อยพลังต่างๆ ของตัวละคร ที่เหมือนพาคนดูย้อนกลับไปในวัยเด็กอีกครั้ง

จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้คือฉากแอ็คชัน ที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ฟอร์มยักษ์จากญี่ปุ่น เพราะซีรีส์มาพร้อมงานโปรดักชันที่ยิ่งใหญ่ อลังการมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ CGI ในการสร้างสรรค์ตัวละครปีศาจให้ออกมาดูสมจริง รวมถึงการถ่ายทอดฉากแอ็คชันที่ทำออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจ ยิ่งในพาร์ทแอ็คชันในสองตอนท้ายของเรื่องที่ทำได้ตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้

Yu Yu Hakushoซีรีส์ดัดแปลงจากอนิเมะ “คนเก่งฟ้าประทาน”

ด้านการเล่าเรื่องของซีรีส์ก็ทำออกมาได้กระชับกำลังดี ซีรีส์พยายามเน้นไปที่เรื่องราวของการทำภารกิจต่างๆ และการฝึกวิชาของยูสึเกะ ภาพรวมของการเดินเรื่องจึงเน้นไปที่แอ็คชัน ระทึกขวัญ และพาคนดูไปรู้จักกับเหล่าตัวละครแต่ละตัว โดยลดเนื้อหาที่เป็นพาร์ทดราม่าบางส่วนออกทำให้ซีรีส์ออกมาดูไม่เวิ่นเว้อ ยืดยาวจนเกินจำเป็น

YuYu Hakushoซีรีส์ดัดแปลงจากอนิเมะ “คนเก่งฟ้าประทาน”

แต่ความกระชับเนื้อหาเกินไปของซีรีส์ก็ส่งผลให้เป็นข้อเสียมี่ชัดเจนของซีรีส์เช่นกัน เพราะพอพาร์ทดราม่าของเรื่องทำได้ไม่ถึงเท่าที่ควร ก็ทำให้มิติตัวละครในเรื่องดูเหือดแห้ง เบาบางลงตามไปด้วย แต่ละตัวละครแทบไม่มีเสน่ห์ให้น่าจดจำ นอกจากตัวยูสึเกะ ที่ซีรีส์ให้พื้นที่เยอะกว่าตัวอื่นๆ ส่งผลให้ในฉากรวมทีมสู้ช่วงท้ายเคมีของตัวละครดูไม่มีความเป็นธรรมชาติไปอย่างน่าเสียดาย

โดยรวม Yu Yu Hakushoคืออีกหนึ่งซีรีส์ Live Action ที่ทำออกมาได้สนุกกำลังดี ซีรีส์เล่าเรื่องได้กระชับ เข้มข้น มีฉากต่อสู้และงานโปรดักชันที่ทำออกมาได้ตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าด้านบทจะทำได้ค่อนข้างดรอปไปพอสมควร แต่ก็น่าจะเป็นอีกเรื่องที่แฟนมังงะหรืออนิเมะเรื่องนี้จะชื่นชอบไม่มากก็น้อย

สามารถรับชมซีรีส์ Yu Yu Hakushoได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: Netflix
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/lSShaOmUflQ

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ All the Light We Cannot See

รีวิวซีรีส์ All the Light We Cannot See ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ ที่เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พาร์ทดราม่าตรึงอารมณ์ได้ดี มีครบทุกรสชาติ แต่พาร์ทย้อนอดีตที่เยอะเกินจำเป็นจนทำให้ความเข้มข้นแผ่วลงอย่างน่าเสียดาย

รีวิวซีรีส์ All the Light We Cannot See ผลงานซีรีส์ฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดจาก Netflix ที่เป็นงานสร้างสรรค์โดย สตีเฟน ไนท์ (ซีรีส์ See) กำกับโดย ชอวน์ เลวี่ (Free Guy) ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายโดย แอนโทนี่ ดอร์เออร์ ที่ได้นักแสดงมากฝีมือมาร่วมแสดงนำไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ ฮอฟแมน (ซีรีส์ Dark), ฮิวจ์ ลอว์รี่ (Tomorrowland) และมาร์ค รัฟฟาโล (Dark Waters) พร้อมได้นักแสดงหน้าใหม่อย่าง เอเรีย มีอา โรเบอร์ติ มาประเดิมงานครั้งแรกในบทนางเอก

รีวิวซีรีส์ All the Light We Cannot See ซีรีส์ฟอร์มยักษ์

เรื่องราวของ All the Light We Cannot See จะเล่าถึงเมืองปารีสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านชีวิตของ มารี ลอรี่ (เอเรีย มีอา โรเบอร์ติ) หญิงสาวตาบอดที่พ่อของเธอ (มาร์ค รัฟฟาโร) ได้หายตัวไประหว่างสงคราม มารีจึงต้องตามหาพ่อของเธอโดยการประกาศผ่านวิทยุ ในขณะเดียวกันเธอก็ถูกนายทหารระดับสูงของนาซีพยายามตามล่าเธอเพื่อเอาอัญมณีลึกลับที่พ่อของเธอซ่อนเอาไว้ การไล่ล่า เอาชีวิตรอดในช่วงสงครามของหญิงสาวตาบอดจึงได้เริ่มขึ้น

รีวิวซีรีส์ All the Light We Cannot See ซีรีส์ฟอร์มยักษ์

ตัวซีรีส์มาพร้อมงานโปรดักชันที่ค่อนข้างโดดเด่น มีการจำลองฉากประเทศฝรั่งเศสในช่วงปี 1940-44 ออกมาได้อย่างสมจริง รวมถึงการดีไซน์ฉากสงครามที่อลังการงานสร้าง ตามสไตล์งานของ สตีเฟน ไนท์ แต่ถึงแม้จะเป็นซีรีส์ที่ว่าด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ All the Light We Cannot See กลับเป็นซีรีส์ที่ไม่ได้เน้นขายฉากบู๊มากนัก ตัวซีรีส์จะเน้นพูดถึงความหวังในช่วงสงครามเป็นส่วนใหญ่ โดยเนื้อหาของซีรีส์จะโฟกัสไปที่ตัว มารี ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่อง ซีรีส์พยายามขายความเป็นคนตาบอด ผู้มอบความหวังผ่านเสียงในวิทยุ ในขณะที่ความโหดร้ายของนาซี ต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ยังคงมีให้เห็นในซีรีส์เรื่องนี้ แต่ไม่ได้มีความโหดร้ายทารุณมาก เมื่อเทียบกับหนังหรือซีรีส์เรื่องอื่นๆ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นมิตรต่อผู้ชมทุกเพศทุกวัยอยู่พอสมควร

รีวิวซีรีส์All theLight We Cannot See ซีรีส์ฟอร์มยักษ์

พาร์ทดราม่าของซีรีส์ค่อนข้างทำได้ดี ตัวซีรีส์สามารถหยิบประเด็นการมอบความหวัง การเล่นประเด็นครอบครัว มาถ่ายทอดผ่านแต่ละตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นซีรีส์ดูแล้วมีทั้งพาร์ทให้ได้ชวนลุ้นชวนติดตาม พร้อมทั้งยังสะท้อนภาพการต่อสู้ดิ้นรนของคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีพลังสุดๆ 

รีวิวซีรีส์ AlltheLight We Cannot See ซีรีส์ฟอร์มยักษ์

จุดด้อยของ All the Light We Cannot See มีปัญหาในการบริหารเวลา 4 ตอนของเรื่อง คือการที่ซีรีส์ค่อนข้างย้อนอดีตมากจนเกินจำเป็น จนทำให้หลายฉากชวนสับสนไทม์ไลน์ของเนื้อหา และยังส่งผลให้พาร์ทที่เป็นเส้นเรื่องปัจจุบันดูดรอปลงอย่างชัดเจน

โดยรวม All the Light We Cannot See คือซีรีส์ดราม่าฟอร์มยักษ์ ที่เล่าเรื่องได้สนุกตามสูตรสำเร็จอาจไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ และการเล่าเรื่องที่ยังมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นงานที่ขายโปรดักชันได้โดดเด่น ทั้งการแต่งกาย การออกแบบการสร้างที่ยิ่งใหญ่สมจริง พร้อมการแสดงจากทีมนักแสดงนำที่ตรึงเราได้จนจบเรื่อง

สามารถรับชมซีรีส์ All the Light We Cannot See ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: IMDB
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/QdE-JvKqpBQ

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Goosebumps

รีวิวซีรีส์ Goosebumps การดัดแปลง Goosebumps สู่ฉบับซีรีส์ที่มาพร้อมการเล่าเรื่องที่น่ากลัวขึ้น มีความเป็นหนังไฮสคูล ตลอด 10 ตอนทำได้สนุกและลุ้นระทึก การแสดงของ จัสติน ลอง คือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเรื่องนี้

รีวิวซีรีส์ Goosebumps เวอร์ชันซีรีส์ คืออีกหนึ่งผลงานการดัดแปลงจากหนังสือชุดที่มีชื่อเดียวกัน ที่เขียนโดย อาร์ แอล สไตน์ ซึ่งผลงานชุดนี้เคยถูกดัดแปลงเป็นหนังและซีรีส์หลากหลายเวอร์ชัน สำหรับซีรีส์ฉบับล่าสุดนี้สร้างสรรค์โดย ร็อบ เลทเทอร์แมน (Pokémon: Detective Pikachu) และนิโคลัส สตอลเลอร์ (Bros) พร้อมได้ดาราตัวพ่อของหนังสยองขวัญอย่าง จัสติน ลอง (Barbarian) มาร่วมแสดงนำ

รีวิวซีรีส์ Goosebumps ผลงานการดัดแปลงจากหนังสือ

เรื่องราวของ Goosebumps จะว่าด้วยคำสาปของบ้านร้างหลังหนึ่งที่เคยมีประวัติเด็กชายคนหนึ่งได้ถูกไฟคลอกตายในชั้นใต้ดิน จนกระทั่งวันเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปี ได้มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นเข้าไปลองของ และจัดงานปาร์ตี้ในบ้านหลังนี้ ขณะเดียวกันก็ได้มีเจ้าของบ้านคนใหม่อย่าง นาธาน แบรต (จัสติน ลอง) ได้ย้ายเข้ามาอาศัย ซึ่งพวกเขาหารู้ไม่ว่าได้เผลอปลดปล่อยคำสาปของวิญญาณร้ายในบ้านหลังนี้ จนนำมาสู่เหตุการณ์ชวนระทึกขวัญมากมาย

รีวิวซีรีส์ Goosebumps ผลงานการดัดแปลงจากหนังสือ

ตัวซีรีส์มาพร้อมความยาวทั้งสิ้น 10 ตอน โดยเนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองช่วงคือช่วงแรกที่เป็นการค่อยๆ แนะนำตัวละคร รวมถึงปูเรื่องสู่การเคลียร์เรื่องราวทั้งหมด โดยจะเป็นการพูดถึงคำสาปที่แต่ละตัวละครต้องเผชิญ ซึ่งจะมาพร้อมลูกเล่นและความสยองที่ต่างกันไป ส่วน 5 ตอนท้ายจะเป็นการไล่ล่า ต่อสู้วิญญาณร้าย รวมถึงเคลียร์ปมปัญหาทั้งหมด

รีวิวซีรีส์Goosebumps ผลงานการดัดแปลงจากหนังสือ

ความน่าสนใจของซีรีส์ Goosebumps ฉบับล่าสุดนี้คือการที่ซีรีส์เล่าเนื้อหาให้อยู่ในบริบทปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมถึงการทำให้ซีรีส์มีความเป็นวัยรุ่นสมัยใหม่ขึ้น ด้านพาร์ทสยองขวัญตัวซีรีส์มีการเพิ่มเติมลูกเล่นการหลอกของผี หรือคำสาปแต่ละชิ้นให้มีความน่าขนลุกขนพองกว่าเวอร์ชันหนังปี 2015 – 2018 ทำให้ซีรีส์ค่อนข้างเหมาะแก่กลุ่มผู้ชมที่เป็นวัยรุ่นมากกว่ากลุ่มผู้ชมที่เป็นเด็กน้อย 

ความสนุกของซีรีส์ไม่ได้มีแค่พาร์ทสยองขวัญที่ทำได้ลุ้นระทึก น่ากลัวเท่านั้น แต่ซีรีส์ยังมีพาร์ทสืบสวน และดราม่า ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ซีรีส์ได้ปูปมปริศนาได้อย่างชวนติดตาม มีการผูกปมเรื่องราวของคนสองรุ่น รวมถึงพาร์ทดราม่าที่เล่นประเด็นการก้าวผ่านพ้นวัยของแต่ละตัวละครที่หลากหลายประเด็นต่างกันไป นอกจากนี้ยังเคล้าด้วยพาร์ทคอเมดี้ให้คนดูได้พอยิ้ม พอหัวเราะได้เป็นระยะ

รีวิวซีรีส์Goosebumps ผลงานการดัดแปลงจากหนังสือ

ด้านพาร์ทการแสดงต้องขอชื่นชม จัสติน ลอง ที่มารับบทหนึ่งในตัวละครสำคัญของเรื่องนี้ ซึ่งเขาสามารถเข้าถึงบทบาทของคนที่ถูกผีเข้า ที่ต้องมีสองบุคลิกในร่างเดียว โดย ลองได้ถ่ายทอดการแสดงอย่างถึงอารมณ์ จนกลายเป็นการแสดงที่โดดเด่น และเป็นเดอะแบกของซีรีส์เรื่องนี้ก็ว่าได้

โดยรวมซีรีส์ Goosebumps นับว่าเป็นอีกหนึ่งเวอร์ชันงานดัดแปลงหนังสือชื่อดัง ที่ทำออกมาได้สนุกครบรส ทั้งความสยอง ความระทึก และเคล้าด้วยดราม่า คอเมดี้ ที่ลงตัว ใครที่เคยชื่นชอบเวอร์ชันหนัง นี่คืออีกเวอร์ชันที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

สามารถรับชมซีรีส์ Goosebumps ได้แล้ววันนี้ที่ Disney+ Hotstar

Cr.ภาพ: Disney+
ลิงก์ตัวอย่าง: https://youtu.be/sIiUwbBxZo8

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Deadloch season 1: ซีรีส์สืบสวนอารมณ์ดี ที่มาพร้อมบริบทท่ีไม่เหมือนใคร

ผลงานซีรีส์สืบสวน คอเมดี้ สัญขาติอังกฤษจาก Prime Video โดยเป็นงานสร้างสรรค์โดย เคท แมคคาร์ทนีย์ และเคท แมคเลนนอน (ซีรีส์ Get Kracl!n) ซึ่งตัวซีรีส์ Deadloch เรียกได้ว่ามาพร้อมสูตรสำเร็จของซีรีส์สืบสวนยุคหลังๆ ที่จะเป็นการเล่าคดีในเกาะ หรือเมืองเล็กๆ และมีทีมนักสืบท้องถิ่น ที่ต้องสืบสวนกับเหล่าเพื่อนบ้าน หรือผู้คนบนเกาะ

เรื่องราวของซีรีส์จะพูดถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ได้เกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องปริศนา โดยเหยื่อทุกรายของฆาตกร จะเป็นผู้ชาย และถูกตัดลิ้นออกไป โดยผู้รับผิดชอบคดีนี้คือ ดัลซี่ คอลลิน (เคท บ็อกซ์) เจ้าหน้าที่นักสืบสาวมากประสบการณ์ ที่ครั้งนี้เธอต้องร่วมมือกับ เอ็ดดี้ (เมเดริน ซามิ) เจ้าหน้าที่นักสืบจากส่วนกลางที่เข้ามาร่วมสืบคดีนี้ในฐานะคนนอก ซึ่งเมื่อสืบคดีนี้ไปเรื่อยๆ ก็ได้พบว่าฆาตกรก็ฆ่าคนมากยิ่งขึ่น และมีความเป็นไปได้ว่าฆาตกรจะเป็นคนที่ผู้คนบนเกาะนี้คุ้นเคยเป็นอย่างดี

แม้ว่าในด้านพลอตเรื่อง และเนื้อหาภาพรวม Deadloch จะไม่ต่างจากซีรีส์สืบสวนเรื่องอื่นๆ ของอังกฤษ ที่มีการเล่าผ่านตัวละครตำรวจที่เป็นทีม และเล่าผ่านเหตุการณ์ในเมืองชนบท แต่ความไม่ซ้ำใครของซีรีส์คือการเปลี่ยนคาแรคเตอร์ที่ส่วนใหญ่เป็นนักสืบชาย เป็นตัวละครนักสืบหญิงรุ่นใหญ่แทน ทำให้เราได้เห็นบริบท มุมมองใหม่ๆ ของนักสืบที่ไม่เหมือนซีรีส์เรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ซีรีส์ยังเพิ่มความเป็นคอเมดี้ เบาสมองเข้าไปในซีรีส์ เพื่อเพิ่มสีสันให้การเล่าเรื่อง

ด้านการสืบสวน ซีรีส์ทำออกมาได้อย่างสนุกไม่แพ้ซีรีส์สืบสวนดังๆ มีการสืบหาคนร้ายที่ชวนติดตาม โดบเฉพาะการเล่ากับตัวฆาตกรต่อเนื่อง ที่ในเรื่องนี้มีความลึกลับ ซับซ้อนกว่า ตรงที่เหยื่อในเรื่องมีมากกว่า 5 ราย พร้อมวิธีการฆาตกรรมในเรื่องทำได้น่ากลัว ทำให้แต่ละตอนคนดูจะได้ลุ้นว่าใครคือเหยื่อ และเพิ่มความอยากรู้ว่าใครคือคนร้าย

นอกจากพาร์ทสืบสวนที่ทำได้ดีแล้ว ด้านพาร์ทคอเมดี้ ก็นับว่าเป็นสีสันชั้นดีให้กับซีรีส์ โดยที่ไม่ทำให้พาร์ทสืบสวนดูดรอปลง ด้วยคาแรคเตอร์ของแต่ละตัวละครที่มีเสน่ห์ และบุคลิกที่ตายตัว โดยเฉพาะคาแรคเตอร์ของเอ็ดดี้ ที่มีความกวนโอ๊ยแบบคุณป้า รวมถึงตัวละครในทีมคนอื่นๆ ที่ดูแล้วชวนขำ ในแทบทุกตอน ทำให้นี่เป็นซีรีส์สืบสวนที่เบาสมองกว่าเรื่อง

โดยรวม Deadloch season 1 คืออีกหนึ่งงานซีรีส์สืบสวนที่ทำออกมาได้อย่างสนุก ซีรีส์มีพาร์ทสืบสวนที่เข้มข้น เคล้าด้วยมุกตลกที่เพิ่มความบันเทิงในแต่ละตอน เป็นซีรีส์ที่ดูจบแล้วจะหลงรักทุกตัวละคร และชวนให้เราอยากติดตามเรื่องราวในซีซั่นต่อๆ ไป

สามารถรับชมซีรีส์ Deadloch ได้แล้ววันนี้ที่ Prime Video

Cr.ภาพ: Prime Video

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
Uncategorized

รีวิวซีรีส์ The Crowded Room: ซีรีส์ดราม่า อาชญากรรม เนื้อหาเข้มข้น

ผลงาน Mini Series จาก Apple TV+ สร้างสรรค์โดย อกิวะ โกลด์แมน (A beautiful Mind) และ ท้อดด์ กราฟฟ์ (The Vanishing) โดยเป็นงานที่แรงบันดาลใจมาจากหนังสือ  “The Minds of Billy Milligan” ของ แดเนียล เคเยส พร้อมทั้งได้นักแสดงดังอย่าง ทอม ฮอลแลนด์ (Spider-Man: No Way Home) และ อแมนดา ไซเฟรด (ซีรีส์ The Dropout) มารับบทนำ

เรื่องราวของ The Crowded จะว่าด้วย แดนนี่ (ทอม ฮอลแลนด์) เด็กหนุ่มที่เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว และเขายังไม่ถูกกับพ่อเลี้ยง ทำให้เขาเลือกที่จะย้ายไปอยู่อาศัยกับเพื่อนบ้าน จนกระทั่งวันหนึ่ง แดนนี่ ได้ก่อเหตุยิงปืนในที่สาธารณะ เพื่อสังหารพ่อเลี้ยงของตนเอง จนทำให้แดนนี่ต้องถูกจำคุกในระหว่างนั้นเอง รายา (อแมนดา ไซเฟรด) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาได้รับมอบหมายให้มาสัมภาษณ์แดนนี่ เพื่อหาแรงจูงใจ และคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ จนทำให้เธอได้พบความจริงสุดช็อคบางอย่างของแดนนี่

The Crowded Room คือซีรีส์ดราม่า อาชญากรรม ที่มาพร้อมความยาว 10 ตอน โดยซีรีส์จะแบ่งเหตุการณ์เป็นสองเส้นเรื่อง คือเส้นเรื่องปัจจุบันที่เป็นการสัมภาษณ์​ และเส้นเรื่องในอดีต ที่เป็นการไขความจริงทั้งหมดของตัวแดนนี่ นอกจากนี้ยังมาพร้อมลูกเล่นแบบซีรีส์ Dahmer ของ Netflix ที่เลือกจะเล่าเหตุการณ์โดยไม่เรียงลำดับเวลา แต่ในระหว่างทางซีรีส์จะให้คนดูค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยตนเอง

ปัญหาของซีรีส์ The Crowded Room คือการที่ซีรีส์พยายามกั้กไฮไลท์ของเรื่องไว้เยอะเกินไป โดยตลอด 5 ตอนแรกของซีรีส์ เลือกที่จะไม่เผยความลับใดๆ ก่อนที่จะมาเผยในช่วง 5 ตอนสุดท้าย ทำให้ครึ่งแรกของซีรีส์เต็มไปด้วยพาร์ทดราม่าที่ยาวเกินจำเป็น บางช่วงค่อนข้างน่าเบื่อ และดูไม่จำเป็นต่อเนื้อเรื่อง

ในขณะที่ครึ่งท้ายของซีรีส์ กลับทำได้อย่างดีเยี่ยม ซีรีส์เต็มไปด้วยประเด็นที่ชวนติดตาม ทั้งพาร์ทดราม่าที่ดูหนักหน่วง จังหวะการเฉลยความจริงที่เหนือความคาดหมาย เต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ชวนกดดัน หดหู่ และสะเทือนอารมณ์ ด้วยความที่ซีรีส์พยายามพูดถึงเรื่องอาการซึมเศร้า โดดเดี่ยว ที่มาจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างหนักต่อคนที่มีความเครียด หรือคนที่เป็นโรคซึมเศร้าอยู่ไม่น้อย

ด้านการแสดงของขอชื่นชม ทอม ฮอลแลนด์ ที่มอบหนึ่งในบทบาทที่ยอดเยี่ยมที่สุดในซีรีส์ชุดนี้ เขาสามารถถ่ายทอดความโดดเดี่ยว ความสับสน อ้างว้าง ของตัวละครแดนนี่ ได้อย่างยอดเยี่ยม จนไม่แปลกใจที่บทๆ นี้จะทำให้ ทอม ไม่สามารถถอดบทบาทนี้จากหัวได้ จนต้องพักงานแสดง ในขณะที่ อแมนดา ไซเฟรด ก็ยังช่วยส่งอารมณ์ได้ดีไม่แพ้กัน ซึ่งช่วยยกระดับพาร์ทดราม่าของซีรีส์ให้ทรงพลังมากขึ้น

โดยรวม The Crowded Room คืออีกหนึ่งซีรีส์อาชญากรรม ที่ดูสนุกไม่แพ้ Dahmer แม้เรื่องราวในซีรีส์ครึ่งแรกจะน่าเบื่อไปบ้าง แต่หากดูจนจบ คุณจะพบกับเรื่องราวดราม่าที่ทรงพลัง ชวนติดตาม และเปี่ยมด้วยแง่คิดดีๆ ไม่แพ้ซีรีส์คุณภาพหลายๆ เรื่องง

สามารถรับชมซีรีส์ The Crowded Room ได้แล้ววันนี้ที่ Apple TV+

Cr.ภาพ: IMDB

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง 

Categories
series

รีวิวซีรีส์ The Man in the High Castle season 1

The Man in the High Castle คือหนึ่งในผลงานซีรีส์ฟอร์มยักษ์ยุคแรกๆ จาก Prime Video โดยเป็นซีรีส์แนวดิสโทเปีย ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ ฟิลลิป เค ดิค ซึ่งเวอร์ชั่นซีรีส์สร้างสรรค์โดย แฟรงค์ สปุตนิค (ซีรีส์ Ransom) พร้อมได้ผู้กำกับรุ่นใหญ่อย่าง ริดลีย์ สก้อตต์ (The Last Duel) มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง

เรื่องราวของ The Man in the High Castle จะว่าด้วยโลกในรูปแบบ What if ว่าจะเป็นอย่างไรหากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของนาซีเยอรมัน และญี่ปุ่น ในขณะที่ฝั่งสัมพันธมิตรตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ตัวซีรีส์จะเล่าเหตุการณ์ในช่วงปี 1960 ผ่านตัวละคร จูเลียนา เครน (อเลกซา ดาวาลอส) หญิงสาวที่พบว่าน้องสาวของตนได้ถูกฆ่าตายโดยทหารญึ่นปุ่น เพราะเธอนั้นไปเข้าร่วมกับกลุ่มต่อต้าน โดยก่อนตายเธอได้ฝากฟิล์มหนังม้วนหนึ่งไว้กับจูเลยนา ซึ่งฟิล์มหนังนี้ได้ซ่อนความลับที่เหล่านาซี และญี่ปุ่น ต่างไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้

ตัวซีรีส์ค่อนข้างมาพร้อมโปรดักชัน การออกแบบเนื้อหาเรื่องราวที่น่าสนใจ ซึ่งภาพรวมยังคงเป็นการเคารพต้นฉบับหนังสือ มีการพูดถึงบริบทของเหล่าทหารนาซี และญี่ปุ่น ในประเทศอเมริกา การดีไซน์เมือง และสังคมของผู้คนที่ต้องอยู่ใต้การปกครองของสองประเทศดังกล่าว ซึ่งซีรีส์ก็รังสรรค์ได้อย่างละเอียด และน่าตื่นตาตื่นใจราวกับหนังไซไฟฟอร์มยักษ์

ความน่าติดตามของซีรีส์ คือการผสมผสผานหลากหลายเนื้อหา หลายแนวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทการเมือง ที่พูดถึงความขัดแย้งกันเองของญี่ปุ่น และเยอรมันที่แย่งชิงอำนาจทางการเมืองอย่างลับๆ, มีพาร์ทสืบสวน ระทึกขวัญ ที่เป็นการสืบหาตัวตนของสายลับ การหักเหลี่ยมเฉือนคมของตัวละคร และพาร์ทโรแมนติก ที่พูดถึงความรักสามเศร้าของตัวละครหลักในเรื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกผูกโยงเป็นเส้นเรื่องเดียวกันที่ทำให้ตลอด 10 ตอนของซีรีส์เต็มไปด้วยความน่าติดตาม

การเดินเรื่องของซีรีส์ สามารถทำออกมาได้อย่างสนุก กระชับ ไม่ยืดเยื้อ หรือยาวจนเกินไป แต่ละตอนซีรีส์สามารถจัดสรรเนื้อหาแต่ละพาร์ทได้อย่างเหมาะสมลงตัว ทำให้ผู้ชมสามารถรู้สึกร่วมไปกับตัวละคร ทั้งฝั่งตัวดี และวายร้ายของเรื่อง พร้อมทั้งปูปมไปสู่ซีซั่นที่ 2 ได้อย่างน่าสนใจ

การแสดงของทีมนักแสดงนำในซีรีส์ต่างก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะ อเลกซา ดาวาลอส ที่เป็นตัวละครหลักของเรื่อง ที่นอกจากในเรื่องนี้เธอจะพราวเสน่ห์มากๆ แล้ว ยังเป็นคนที่แบกซีรีส์ไว้อย่างอย่างน่าชื่นชม ไม่แพ้ ลูฟัส ซีเวล (Old) ที่รับบทวายร้ายหลักของเรื่องที่มีมิติ และเต็มไปด้วยความดำมืดในจิตใจที่น่าค้นหา

โดยรวม The Man in the High Castle season 1 คือการเปิดตัวเรื่องราวของซีรีส์ฟอร์มยักษ์ ที่สร้างเนื้อหาได้อย่างยิ่งใหญ่ ซีรีส์สามารถถ่ายทอดโลกในฉบับ What if ได้สมจริง และเต็มไปด้วยประเด็นที่อยากให้คนดูอยากรู้ อยากติดตามว่าเนื้อหาของซีรีส์จะลงเอยอย่างไร

สามารถรับชมซีรีส์ The Man in the High Castle season 1 ได้แล้ววันนี้ที่ Prime Video

Cr.ภาพ: Prime Video

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Enigma: ซีรีส์ดาร์กแฟนตาซีไทย ที่เล่าออกมาได้สนุก ครบรส

ผลงานซีรีส์ไทยบน Prime Video โดยช่อง Gmm TV และ ภาพดี ทวีสุข โดย Enigma คือซีรีส์แนวดาร์กแฟนตาซี สยองขวัญ ผลงานการสร้างสรรค์โดย โอ-ปัฏฐา ทองปาน ที่เคยมีผลงานในซีรีส์ เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน ตอน “อจิยไตย”

สำหรับ Enigma จะเล่าเรื่องราวของโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยการจัดอันดับ และการแข่งขันการเรียนดี ฟา (พรีม-ชนิกานต์ ตังกบดี) หนึ่งในนักเรียนหัวกะทิ ที่เธอได้พบว่าจู่ๆ เพื่อนๆ ในโรงเรียนก็เริ่มมีอาการแปลกๆ ในขณะเดียวกันก็ได้มีอาจารย์คนใหม่เข้ามาสอน ชื่อว่า อาจิน (วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร) ที่มีบุคลิกที่ชวนน่าสงสัย ทำให้ ฟา ตัดสินใจสืบหาความจริงของเรื่องทั้งหมด ว่าอะไรคือสาเหตุของเรื่องแปลกๆ ทั้งหมด และครูคนใหม่นี้คือใคร มีจุดหมายอะไรกันแน่

ตัวซีรีส์มาพร้อมการเล่าเรื่องแนวถนัดของ GMM ที่จะเน้นพูดถึงชีวิตในวัยเรียน ผสมผสานกับเรื่อราวเหนือธรรมชาติ โดยในเรื่องนี้เลือกที่จะพูดถึงเรื่องคุณไสย การทำของ แต่เมื่ออยู่ในบริบทของซีรีส์วัยรุ่น ทำให้เรื่องไสยศาสตร์ในเรื่องมีความร่วมสมัย มีการต่อสู้ด้วยพลังพิเศษ ผสมผสานกับความเป็นซีรีส์สืบสวน ที่ทำได้ค่อนข้างกลมกล่อมลงตัว

ด้านงานโปรดักชัน ซีรีส์ทำออกมาได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะงานฉากสยองขวัญ ที่แม้จะไม่ได้มีผีสาง หรือปีศาจออกมา แต่ตัวซีรีส์ก็สามารถถ่ายทอดฉากของคนโดนของได้อย่างชวนน่าขนลุก มีการเล่นกับจังหวะหลอนๆ แบบที่เคยใช้ใน อจินไตย นอกจากนี้ยังมีการสร้างสรรค์ฉากแอ็คชันแบบคนเล่นของ ได้อย่างชวนลุ้น ให้อารมณ์เหมือนดูหนังไลฟ์แอ็คชัน

นอกจากพาร์ทสยองขวัญที่ทำได้ดีแล้ว พาร์ทดราม่าของซีรีส์ก็ทำได้ดี โดย Enigma เลือกที่จะพูดถึงประเด็นการจัดอันดับ การแข่งขัน ในโรงเรียน ได้อย่างถึงพริกถึงขิง ตัวซีรีส์ได้วิพากษ์ระบบการศึกษาไทย ที่ปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาตัวตน และสะท้อนภาพการเรียนที่หนักเกินไป จนสร้างความเครียด กดดัน ในโรงเรียน และนำมาสู่เรื่องสะเทือนขวัญที่เราสามารถเห็นได้จากทั้งในข่าว และในหนัง/ซีรีส์

แต่ด้วยความที่เป็นงานโดย GMM TV ที่มีจุดขายความเป็นซีรีส์รักวัยรุ่น ทำให้หลายพาร์ทของซีรีส์พยายามใส่โมเมนต์ความเป็นรอมคอม ที่ให้พระนาง ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน แม้ภายนอกจะดูไม่เหมาะสมที่เลือกที่ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียน แต่ด้วยบทที่ไม่ได้ขายความสัมพันธ์ชู้สาวเกินไป ประกอบกับเคมีของสองนักแสดงนำที่รับส่งบทได้เป็นอย่างดี ทำให้พาร์ทพระนางในซีรีส์ออกมาดูน่ารัก และเพิ่มสีสันให้ซีรีส์ได้ไม่น้อย

โดยรวม Enigma คืองานซีรีส์ไทย ที่ผสมสานความเป็นโรแมนติก เข้ากับเรื่องคุณไสย เรื่องสยองขวัญ ได้อย่างลงตัว ซีรีส์มีพาร์ทที่น่ากลัวสุดๆ มีการสืบสวนที่เข้มข้น เคล้าด้วยพาร์ทดราม่า และโรแมนติก ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

สามารถรับชมซีรีส์ Enigma ได้แล้ววันนี้ที่ Prime Video

Cr.ภาพ: Prime Video

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ Mask Girl: ซีรีส์อาชญากรรม ระทึกขวัญ

Mask Girl คือผลงานซีรีส์แนว อาชญากรรม ระทึกขวัญ จากเกาหลี ที่ดัดแปลงมาจากเว็บตูน ตัวซีรีส์จะว่าด้วยเรื่องราวของ คิมโมมิ หญิงสาวที่เมื่อวัยเด็กเคยใฝ่ฝันว่าจะเป็นดารา และเป็นคนที่มอบความสุขให้ทุกคน แต่ทว่าเมื่อเติบโตขึ้น โมมิ ก็ได้พบว่าหน้าตาของเธอค่อนข้างดูธรรมดา และไม่ได้สวยงามแบบพิมพ์นิยม ทำให้โมมิ ค่อยๆ ถูกเมินจากแสงสี และกลายเป็นคนธรรมดาสามัญในท้ายที่สุด

จนกระทั่ง โมมิ ได้สร้างอีกตัวตนขึ้นมาในชื่อว่า Mask Girl ด้วยการที่เธอเลือกสวมหน้ากาก และเป็นเนตไอด้อลสายเซ้กซี่ จนมีผู้คนมาสนใจเธอ แต่ทว่าชื่อเสียงของตัวตนนี้ของเธอกลับนำพาให้เธอพบกับเรื่องไม่คาดฝันมากมาย จนนำมาสู่การฆาตกรรมนองเลือด ที่จะเปลี่ยนชีวิตเธอ และคนรอบข้างไปตลอดกาล

Mask Girl เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในซีรีส์เกาหลีที่มาพร้อมสไตล์การนำเสนอที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนัก โดยซีรีส์จะมาพร้อมกับความยาว 7 ตอน รูปแบบการเล่าเรื่องจะถูกแบ่งการนำเสนอ ในแต่ละตอนจะเล่าผ่านมุมมองของแต่ละตัวละคร เหมือนหนัง Rashomon พร้อมทั้งการเล่าเรื่องที่ผสมสานระหว่าง ดราม่า คอเมดี้ สืบสวนสอบสวน และอาชญากรรม ได้อย่างลงตัว

จุดเด่นของ Mask Girl คือการเลือกประเด็นในการนำเสนอ หนังหยิบเรื่อง Beauty Standard ของสังคมเกาหลีในปัจจุบัน มานำเสนอ เพื่อเปรียบเทียบถึงโอกาสชีวิตของคนที่หน้าตาดี และคนหน้าตาไม่ดี นอกจากนี้ยังมีประเด็นการกดขี่ของสังคมที่ชายเป็นใหญ่ ในขณะที่ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องมือ และยังมีการสอดแทรกประเด็นที่เรามักเห็นในหนังเกาหลีส่วนใหญ่อย่างเรื่องการรังแกในโรงเรียน ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกสอดแทรกในซีรีส์ผ่านชีวิตของตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง ที่ผูกโยงกันเป็นเรื่องราวเดียวในเรื่อง

ตัวซีรีส์ค่อนข้างมีเนื้อหาที่แรงกว่าซีรีส์เกาหลีทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรง คำหยาบ และพฤติกรรมของตัวละคร ที่บางฉากดูแล้วอาจสะเทือนอารมณ์คนดูได้ไม่น้อย แต่ด้วยความสมจริงของเนื้อหานี้เองที่ทำให้ซีรีส์สามารถสร้างอารมณ์ร่วมกับคนดูได้อย่างดีเยี่ยม 

ในช่วง 4 ตอนแรกของซีรีส์ค่อนข้างทำได้อย่างเข้มข้น มีความเป็นหนังอาชญากรรมที่ทั้งดาร์ก ทั้งตลก และนำเสนอแต่ละตัวละครหลักในเรื่องได้อย่างมีมิติที่อยากให้คนดูอยากร่วมเอาใจช่วย และติดตามต่อไป ก่อนที่เหตุการณ์ในเรื่องจะค่อยๆ ปานปลาย สู่เหตุการณ์ใน 3 ตอนท้าย ที่ค่อนข้างฉีกจากพาร์ทแรกโดยสิ้นเชิง แต่ถึงกระนั้นซีรีส์ก็หาจุดจบของเรื่องราวได้อย่างสวยงามอย่างที่ควรจะเป็น

การแสดงในเรื่องนี้ ต้องขอชื่นชม ยอมฮเยรัน ที่รับบทเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในเรื่อง ซึ่งบทบาทของเธอมีทั้งบทที่ดาร์กขั้นสุด และมีพาร์ทดราม่าที่ต้องถ่ายทอดอารมณ์ขั้นสุด ซึ่งเธอก็สามารถนำเสนอบทบาทนี้ได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ จนกลายเป็นบทบาทที่โดดเด่น และน่าจดจำในซีรีส์เรื่องนี้ก็ว่าได้

โดยรวม Mask Girl คือซีรีส์เกาหลีที่ผสมผสานระหว่างความเป็น ดราม่า อาชญากรรม และระทึกขวัญ ได้อย่างลงตัว ซีรีส์มีความสนุกที่ครบรส และสามารถสะท้อนภาพการใช้ชีวิตในสังคมยุคนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา แบบที่ดูจบแล้วผู้ชมได้เกิดบทเรียน และข้อคิดบางอย่างจากโศกนาฎกรรมที่เกิดในเรื่อง

สามารถรับชมซีรีส์ Mask Girl ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix

Cr.ภาพ: HanCinema

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์​ Citadel: ซีรีส์แอ็คชันฟอร์มยักษ์

Citadel เป็นอีกหนึ่งซีรีส์แนวสายลับฟอร์มยักษ์จาก Prime Video ที่ถูกวางให้เป็นแฟรนไชส์ชุดใหม่ขอสตรีมนี้ โดยเป็นผลงานการสร้างสรรค์โดย เดวิด เวล (ซีรีส์​ Hunters), ไบรอัน โอ และจอช อเพลบัม (ซีรีส์​ Life on Mars) พร้อมได้ โจ และแอนโธนี่ รุสโซ (Avengers: Endgame) มารับหน้าที่อำนวยการสร้าง นำแสดงโดย ริชาร์ด เมดเดน (Eternals), พริยันก้า โชปรา โจนาส (Barfi), สแตนลีย์ ทุชชี (The King’s Man) และ แอชลีห์ คัมมิง (The Goldfinch)

เรื่องราวของ Citadel จะว่าด้วยหน่วยสายลับที่มีชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง ที่ทำหน้าที่ปกป้องโลกจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างลับๆ แต่ทว่าในระหว่างทำภารกิจหนึ่งของ เมสัน เคน (ริชาร์ด เมดเดน) และนาเดย ซิงห์ (พริยันก้า โชปรา โจนาส) พวกเขาได้พบว่ามันเป็นกับดักของกลุ่มผู้ก่อการร้ายมากอำนาจ จนทำให้ภารกิจนั้นผิดพลาด และทำให้ทั้งสองต้องสูญเสียความทรงจำไปนานกว่า 8 ปี จนกระทั่งทั้งสองต้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง เพื่อสะสางภารกิจที่ค้างไว้ พร้อมทั้งหาตัวไส้ศึกที่ซ่อนตัวอยู่ในองค์กร

Citadel เป็นซีรีส์ที่มาพร้อมการเล่าเรื่องสูตรสำเร็จของหนังสายลับ ที่แฟนซีรีส์ของ Prime Video น่าจะพอคุ้นเเคยจากซีรีส์ Jack Ryan ซึ่งในซีรีส์ก็พร้อมปล่อยของแบบจัดหนักจัดเต็ม ตั้งแต่ EP. แรก ที่เปิดตัวด้วยฉากแอ็คชั่นบนรถไฟ ที่ทั้งระทึก ตื่นตาตื่นใจ สมกับเป็นซีรีส์สายลับฟอร์มยักษ์

แต่ทว่าหลังจากนั้นซีรีส์กลับค่อยๆ ดรอปลงในหลายๆ ด้านอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นบทของซีรีส์ ที่เดินเรื่องอย่างรวดเร็ว ฉับไว จนเนื้อหาขาดเสน่ห์ หลายจุดเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะในช่วง 3 EP ท้ายของซีซั่นแรก ที่ซีรีส์เลือกที่จะเล่าเรื่องแบบสลับเส้นเรื่องปัจจุบัน และอดีต จนเนื้อหาหลักของซีรีส์วนอยู่กับที่

ในขณะเดียวกันฉากแอ็คชั่นของซีรีส์ก็ไม่สามารถสร้างความดึงดูดให้กับคนดูได้เท่าที่ควร หลายฉากดูเป็นฉากบู๊ทั่วไป ที่ไม่ได้มีความแปลกใหม่หวือหวา แต่ด้วยงานโปรดักชันที่เล่นใหญ่ ที่ยังพอไปวัดไปวา และทำให้ซีรีส์ชุดนี้มีความโดดเด่นขึ้นมาบ้าง

นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดขายของ Citadel คือการที่ซีรีส์พร้อมหักหลังคนดูได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะในช่วงท้ายของซีรีส์ ที่เต็มไปด้วยจุดหักมุมแบบที่คาดไม่ถึงมากมาย และการทิ้งปมใหญ่ๆ ให้คนดูอยากติดตามเรื่องราวของซีรีส์ในซีซั่นต่อๆ ไป

โดยรวม Citadel นับว่าเป็นซีรีส์สายลับเน้นขายงานโปรดักชัน ที่พอดูได้เพลินๆ ตัวซีรีส์ยังมีกลิ่นอายของความเป็นหนังของพี่น้องรุสโซ่ ที่มีฉากแอ็คชั่นเดือดๆ และเกินจริง แต่ด้วยบทที่สูตรสำเร็จจนเกินไป อาจทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้แปลกใหม่ หรือฉีกกรอบกฎเกณฑ์ของหนังสายลับที่คุ้นเคยแต่อย่างใด

สามารถรับชมซีรีส์ Citadel ได้แล้ววันนี้ที่ Prime Video

Cr.ภาพ: Rotten Tomatoes

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง

Categories
series

รีวิวซีรีส์ The Horror of Dolores Roach: ซีรีส์อาชญากรรม ตลกร้าย

ซีรีส์แนวอาชญากรรมจาก Prime Video ผลงานการสร้างสรรค์โดย แอร่อน มาร์ค ที่ได้หยิบพอดแคสท์แนวคดีฆาตกรรมของเขามาดัดแปลง พร้อมได้ เจสัน บลัม มารับหน้าที่ร่วมอำนวยการสร้าง นำแสดงโดย จัสตินา มาชาโด (ซีรีส์ Six Feet Under) และ อเลฮานโดร เฮอร์นันเดซ (ซีรีส์ News Amsterdam),

เรื่องราวของ The Horror of Dolores Roach จะว่าด้วย โดโลเรส (จัสตินา มาชาโด) หญิงวัยกลางคนที่เธอต้องติดคุกเพราะข้อหาค้ากัญชาไปนานถึง 16 ปี จนกระทั่งเมื่อเธอออกมาใช้ชีวิตข้างนอก เธอก็ต้องดิ้นรนเพื่อสร้างตัวใหม่ด้วยการหาที่อยู่ และงานทำ จนกระทั่งเธอได้พบกับ ลูอิส (อเลฮานโดร เฮอร์นันเดซ) อดีตเด็กหนุ่มที่เธอเคยรู้จักที่ตอนนี้เปิดร้านขชายขนมอยู่ ซึ่งลูอิส ก็ได้ช่วยเหลือเธอด้วยการให้ โดโลเรส พักที่ชั้นล่างของร้าน และให้เธอทำธุรกิจร้านนวดของตัวเอง แต่ทว่าระหว่างที่เธออยู่กับ ลูอิส ก็เต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้เธอต้องกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง

The Horror of Dolores Roach คือหนึ่งในซีรีส์ม้ามืดของ Prime Video ประจำปีนี้ เพราะนี่คืออีกหนึ่งซีรีส์ที่คนรักรายการ True Crime จะต้องชื่นชอบ เพราะซีรีส์มีครบทุกองค์ประกอบยอดนิยมของรายการเหล่านี้ ทั้งฆาตกรต่อเนื่อง การกินคน และการสืบสวนสุดเข้มข้น

ตัวซีรีส์สามารถเล่าเรื่องได้อย่างชวนติดตาม ด้วยความยาวเพียงตอนละ 30 นาที ทำให้เนื้อหาของซีรีส์ไม่ยืดเยื้อเกิด แต่ละตอนซีรีส์สามารถเลือกฉากจบที่โยงสู่ตอนต่อๆ ไปได้อย่างลงตัวจนคนดูอยากกดดูตอนต่อไปทันที

การเล่าเรื่องของซีรีส์จะมาพร้อมความโหด ความสยองสไตล์ของ เจสัน บลัม ที่จะไม่รุนแรง โหดร้ายจนถึงระดับเรท R แต่จะพอมีฉากที่รุนแรง โหดร้ายอยู่ประปรายตลอดทั้งเรื่อง เช่น ฉากการฆาตกรรม ฉากการแร่ศพ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ซีรีส์เลือกที่จะนำเสนอในธีมตลกร้าย ผสมกับพาร์ทสืบสวนสุดเข้มข้น เลยช่วยลดความหดหู่ของซีรีส์ลงไป ทำให้ซีรีส์ไม่ดูน่ากลัวเท่ากับ Dahmer ของ Netflix เมื่อปีที่แล้ว

นอกจากนี้ซีรีส์ยังเลือกที่จะเล่นประเด็นอาชญากรรมที่เข้มข้นแล้ว ในพาร์ทดราม่าของซีรีส์ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ตัวซีรีส์นำเสนอการดิ้นรนของเหล่าชนชั้นล่างของนิวยอร์ก ที่ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยตัวโดโลเรส ไปตลอดทั้งเรื่อง มีการพูดถึงการเอาเปรียบผู้คนในด้านต่างๆ ที่นำมาสู่เหตุการณ์การล้างแค้นในเรื่อง ซึ่งซีรีส์ก็เล่าออกมาแบบดาร์กคอเมดี้ ที่จิกกัดแบบอ้อมๆ แต่ทำออกมาได้ทรงพลัง

ด้านการแสดงต้องขอชื่นชม จัสตินา มาชาโด ที่ถ่ายทอดบทโดโลเรส ได้อย่างมีมิติ เธอสามารถทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยตัวละครตัวนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากนี้เคมีการแสดงของเธอ และ อเลฮานโดร ก็รับส่งบทได้เป็นอย่างดี จนกลายเป็นสองตัวละครนักเชือดที่น่าจดจำมากๆ

โดยรวม The Horror of Dolores Roach คืออีกหนึ่งซีรีส์อาชญากรรม ที่คอหนังแนวนี้จะต้องชอบ ด้วยองค์ประกอบการเป็นซีรีส์แนวฆาตกรรมที่ครบถ้วน มีการเล่าเรื่องที่กระชับ สนุก เต็มไปด้วยจุดพีคมากมาย แบบที่ต้องดูรวดเดียวจบ

สามารถรับชมซีรีส์ The Horror of Dolores Roach ได้แล้ววันนี้ที่ Prime Video

Cr.ภาพ: Prime Video

อัพเดทซีรีส์น่าดู และมาแนะนำ รีวิว series ทั่วทุกมุมโลกผ่าน series-nime.com กันทุกสัปดาห์ และติดตามผ่าน Page Facebook ที่ รวมพลคนบันเทิง